แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปิยเมธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปิยเมธี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วิสาขะบูชา วันพระพุทธเจ้า


เดือนพฤษภาคมนี้เป็นเดือนพิเศษของชาวพุทธทั่วโลก เพราะมีเหตุการณ์อันเกี่ยวข้องกับมหาบุรุษหรือพระพุทธเจ้าหลายประการ เหตุการณ์สำคัญนั้น คือ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมแต่ต่างวาระหรือต่างปีกัน เป็นปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์สำหรับคนทั่วไปและในขณะเดียวกันก็น่าศึกษาค้นคว้าสำหรับผู้สนใจใฝ่รู้ เราเรียกกันว่า วันวิสาขะ หรือวันพระพุทธเจ้าก็ได้ ซึ่งต่อมาองค์กรสหประชาชาติประกาศให้วันวิสาขะเป็นวันหยุดสากล เพื่อยกย่องสดุดีพระพุทธเจ้าในฐานะผู้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวโลก




ชาวพุทธในอเมริกา เมื่อมาวัดมักจะนำลูกหลานมาด้วย มีเด็กคนหนึ่งมาวัดกับย่า ชอบเรียกพระว่า You are my Buddha สาเหตุที่เขาพูดอย่างนั้น เพราะย่าบอกให้ไหว้ และเรียกพระว่า Buddha ฟังครั้งแรกๆ ก็ตกใจเหมือนกัน เพราะชาวพุทธเมืองไทยจะไม่ใช้คำนี้พร่ำเพรื่อหรือจะไม่นำมาใช้กับคนทั่วไป ด้วยความเคารพยิ่งในพระรัตนตรัย แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเรื่องนี้ให้เด็กคนนั้นทราบ ในประเทศทางตะวันตก คำว่า พุทธะ นั้น เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่ทุกคนก็เอื้อมถึงหรือจะบอกว่าทุกคนสามารถเป็นพุทธะได้ แต่เมื่อคิดทบทวนกลับไปกลับมาทำให้ได้ข้อคิดเกี่ยวกับคำว่า พุทธะ ที่แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน การที่เด็กเรียกอย่างนั้นเพื่อเตือนสติให้เราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน




ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์พีบีเอส(PBS)ของอเมริกา ได้เผยแพร่สารคดีที่น่าสนใจมากชื่อว่า พระพุทธเจ้า(The Buddha) มีความตอนหนึ่งที่พราหมณ์ถามพระองค์ว่า ท่านเป็นใคร ? มีครูชื่ออะไร เป็นเทวดาหรือมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราคือ พุทธะ (I am the Buddha) โดยความเห็นส่วนตัว เมื่อชมสารคดีชุดนี้แล้ว รู้สึกชื่นชอบวิธีการนำเสนอพุทธประวัติของผู้กำกับมาก ถ้าท่านเคยอ่านพุทธประวัติหรือเคยเรียนในชั้นเรียน หากได้ชมสารคดีชุดนี้ จะทำให้ท่านประทับใจวิธีการนำเสนอที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ ผู้เขียนได้แต่หวังว่า วันหนึ่งคณะสงฆ์หรือชาวพุทธจะสามารถทำสารคดีที่น่าสนใจได้อย่างนี้บ้าง เพราะยังมีบทเรียนที่เป็นประโยชน์อีกหลายอย่างในพุทธประวัติที่ควรนำเสนอต่อสังคม



กลับมาเข้าเรื่องวันวิสาขะบูชาที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วัน ชาวพุทธในประเทศอื่นๆ คงเฉลิมฉลองวันนี้กันอย่างยิ่งใหญ่ แต่ในประเทศไทยของเราที่เป็นเมืองพุทธ กลับมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้น มีคนมากมายเสียชีวิตหลง ถ้าจะพูดไปแล้วก็เพราะตัณหา มานะ และทิฐิของพวกเราเอง ศัตรูที่แท้จริงสิงอยู่ภายในจิตใจของพวกเรา หาใช่คนอื่นไม่ แต่พุทธะหรือตัวรู้ไม่ได้เกิดขึ้นแก่พวกเราเลย คิดไปแล้วก็น่าเสียใจที่เรามีพุทธศาสนาแต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เหมือนใกล้เกลือแต่กินด่าง ได้แต่หวังว่าในวันวิสาขะบูชาหรือวันพระพุทธเจ้านี้ พุทธะหรือตัวรู้จะเกิดขึ้นในดวงใจของพวกเราบ้างว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญ(ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน)ในวันวิสาขะบูชาสามารถสอนอะไรเราได้บ้าง มีสิ่งที่ชาวพุทธควรนำมาคิดไตร่ตรองสอนตนเองได้ ดังต่อไปนี้



ในเวลาประสูตินั้นพระองค์ได้เสด็จดำเนินไป 7 ก้าวพร้อมเปล่งวาจาว่า “เราเป็นผู้เลิศ ประเสริฐ และเจริญที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ใหม่มี” ผู้เขียนคิดว่า นี้คือการประกาศจุดมุ่งหมายในชีวิตของพระองค์ เหมือนเกิดมาแล้วกำหนดว่า เราจะเป็นอะไร และเดินไปทางไหน เราซึ่งมีชีวิตอยู่หลายสิบปีบนโลกใบนี้ เคยคิดกันบ้างไหม ถึงเป้าหมายในชีวิตว่า เราจะทำอะไร จะเป็นอะไร การประกาศจุดมุ่งหมายในชีวิตของพระพุทธองค์เมื่อแรกเกิดจึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาและนำมาปฏิบัติตาม



เหตุการณ์ก่อนการตรัสรู้ และหลังการตรัสรู้ก็เป็นสิ่งที่น่าศึกษาว่าเราจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง หลังจากตรัสรู้แล้วพระพุทธองค์ทรงอุทานว่า “เราได้ท่องเที่ยวไปในสงสารนับชาติไม่ได้ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างผู้ปลูกเรือนคือตัณหา ดูก่อนในช่างผู้กระทำเรือน(กิเลสตัณฟา) เราพบเจ้าแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป ฯลฯ” เป็นเหมือนการที่พระองค์ทรงค้นพบตัวการใหญ่ที่สร้างปัญหาให้ชีวิตเรา มันสิงสถิตอยู่ภายในจิตใจของเรา การตรัสรู้เหมือนการค้นพบปัญหา คนเราก็เหมือนกันควรจะปลูกพุทธะหรือตัวรู้ขึ้นภายในจิตใจให้รู้ตัวทั่วพร้อมว่า กำลังคิด พูด และทำอะไรอยู่ โลภ โกรธ หรือหลง



เหตุการณ์สุดท้ายคือการดับขันธปรินิพพานหรือพูดภาษาชาวบ้านว่าตาย ก่อนปรินิพพานพระพุทธองค์ทรงตรัสเตือนเราถึงสัจธรรมของชีวิตว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งจงอย่าประมาทเร่งทำกิจของตนให้ถึงพร้อมเถิด” คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่จงอย่าได้หลงระเริง เร่งทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง เวลาความตายที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อไหร่มาถึงจะได้ตายแบบสบายไร้กังวล



ขอให้พุทธะเจริญงอกงามในจิตใจของท่านทั้งหลาย ซึ่งพุทธะนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่เราต้องลงมือสร้างและทำขึ้นเอง เพราะนี้คือการบูชาที่สูงสุดที่ชาวพุทธควรทำบูชาพระพุทธเจ้าในเทศกาลวันวิสาขะบูชานี้ ฯ

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

บิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา

มหาตมะ คานธี ได้รับการยอมรับว่า เป็นบิดา(Father of Nation)ของชาวอินเดีย, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นบิดาของชาวไทย, จอร์จ วอชิงตันก็เช่นกันได้รับการยอมรับว่า เป็นบิดาของชาวอเมริกัน การที่คนเหล่านี้หรือคนต่างๆ ทั่วโลกได้รับการยอมรับว่า เป็นพ่อหรือบิดาของแผ่นดิน แสดงว่าบุคคลเหล่านั้นต้องทำสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนในชาตินั้น เช่น ท่านมหาตมะ คานธี นำประชาชนชาวอินเดียเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษได้สำเร็จโดยใช้หลักอหิงสา(Non-Violence) เมื่อปีค.ศ.1947, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดค้นโครงการ และทฤษฎีต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทย, จอร์จ วอชิงตัน นำชาวอเมริกันสู้รบกับกองทัพอังกฤษจนสามารถประกาศอิสรภาพจากอังกฤษได้ จนต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองหลวงของอเมริกา คือ วอชิงตัน ดี ซี ก็ตั้งโดยให้เกียรติใช้ชื่อของท่านจอร์จ วอชิงตัน


พระพุทธศาสนาสอนให้เราเป็นคนกตัญญูกตเวที คือ รับรู้คุณที่คนอื่นทำ การยอมรับคุณงามความดีของบุคคลอื่น เป็นคุณธรรมเบื้องต้นที่ต้องปลูกฝังให้เกิดมีขึ้นในตัวเอง ทำไมถึงต้องปลูกฝังด้วยละ เพราะคนเราส่วนมากมองเห็นแต่ความสำคัญของตนเอง คิดว่าคนอื่นไม่มีคุณอะไรกับตน ที่ประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้ ก็เพราะความสามารถของตนล้วนๆ ก็ถูกอยู่ละในส่วนหนึ่ง แต่ถ้าคิดพิจารณาให้รอบคอบแล้วจะเห็นว่า ตั้งแต่เกิดมา เราก็ต้องอาศัยพ่อแม่ อยู่ในท้องแม่ 9-10 เดือน คลอดออกมายังต้องอาศัยการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เติบโตจนเข้าโรงเรียนได้อาศัยครูบาอาจารย์ได้สอนเขียน อ่าน นี้แค่นับสิ่งที่เรามองเห็นง่ายๆ แต่ว่าถ้าจะกล่าวโดยละเอียดแล้ว คงกล่าวไม่หมดในที่นี้ คนทุกคนไม่มีคุณกับเราทางตรงก็ทางอ้อม อย่างที่ปราชญ์กล่าวไว้ว่า เจดีย์ ถ้าขาดอิฐไปเพียงก้อนเดียว ก็เป็นเจดีย์ที่สมบูรณ์ไม่ได้
ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน พวกเรา(คนที่อาศัยอยู่ในประเทศแห่งนี้)ต้องรับรู้ถึงบุญคุณของท่านประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน และวีรบุรุษของประเทศแห่งนี้อีกนับไม่ถ้วน เพราะท่านเหล่านั้นช่วยกันสร้างชาติขึ้นมา จนทำให้ทุกวันนี้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ต่างอยู่อย่างสุขี ตอนมาอยู่ที่ประเทศแห่งนี้ใหม่ๆ มีคนพาไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในมลรัฐเวอร์จิเนีย เช่น เจมส์ทาวน์(Jamestown), ยอร์ก ทาวน์(Yorktown), วิลเลี่ยมสเบิร์ก(Williamsburg) เป็นต้น สถานที่ๆ กล่าวมามีความสำคัญทางประวัติการสร้างชาติของอเมริกา เช่น เจมส์ทาวน์ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของประเทศสหรัฐอเมริกา(Birthplace of America) เพราะเป็นสถานที่ๆ เรือ 3 ลำแรกจากบริษัทเวอร์จิเนีย (Virginia Company) ประเทศอังกฤษบรรทุกกัปตันและลูกเรือ 105 คน แต่ 1 คนตายในระหว่างเดินทาง มาขึ้นฝั่งที่แม่น้ำเจมส์ มลรัฐเวอร์จิเนีย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1607(พ.ศ.2150) สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ พิพิธภัณฑ์สถานเจมส์ ทาวน์ที่รวบรวมหลักฐานและข้อมูลไว้แสดงให้ผู้สนใจได้เข้าชม พร้อมทั้งพิพิธภัณฑ์แบบมีชีวิต ที่มีเจ้าหน้าที่จำลองชีวิตของชาวอินเดียแดงที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ เพื่อให้คนที่เข้าชมเห็นสภาพชีวิตของคนเมื่อ 403 ปีที่แล้ว
เมื่อชมสถานที่กำเนิดของอเมริกาพอสมควรแล้ว ไม่ควรพลาดที่จะขับรถไปอีกไม่ไกล ก็จะถึงยอร์ก ทาวน์ สถานที่ๆ ท่านจอร์จ วอชิงตัน นำทหารอเมริกันร่วมกับทหารฝรั่งเศสสู้รบกับทหารอังกฤษจนสามารถเอาชนะได้ จุดนี้ถือว่าเป็นสถานที่ประกาศอิสรภาพของอเมริกาจากประเทศอังกฤษอย่างถาวร เมื่อไปยอร์ก ทาวน์ทีไร ทำให้หวลนึกถึงคุณงามความดีของท่านจอร์จ วอชิงตัน และทหารกล้าคนอื่นๆ ที่เสียสละแรงกายแรงใจ พร้อมทั้งเลือดเนื้อและชีวิตในการสู้รบครั้งนั้น
วันหนึ่งผู้เขียนนั่งดูข่าว พิธีกรรายการได้เล่นเกมส์ถาม-ตอบปัญหากับผู้ชมที่อยู่ในสถานีห้องส่ง ถ้าใครสามารถตอบได้จะได้รับรางวัลซีดีเพลงของนักร้องชื่อดัง มีคำถามหนึ่งว่า ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน มีลูกกี่คน ? คำถามนี้เล่นเอาคนอเมริกันงงเหมือนกันนะครับ ยิ่งมีคำตอบให้เลือกหลายข้อ ยิ่งทำให้งงไปใหญ่ คนที่ไม่ศึกษาหรือไม่สนใจชีวประวัติของท่านประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน คงไม่ทราบ คำตอบที่พิธีกรตอบคือท่านไม่มีลูกสักคน แต่มีลูกที่ติดมากับภรรยา
ถึงแม้ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ชีวประวัติของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่เราต้องรับรู้คือท่านมีคุณงามความดีที่ใครไม่สามารถปฏิเสธได้ ท่านได้วางรากฐานอันสำคัญมากมายให้กับประเทศแห่งนี้ จนได้รับการขนานนามว่า บิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา
“ First in war, first peace, first in the hearts of his countrymen -สำหรับชาวอเมริกัน เขาคือที่หนึ่งในยามสงคราม ที่หนึ่งในการปกป้องสันติภาพ และที่หนึ่งในหัวใจเพื่อนร่วมชาติ ” นี้คือคำที่สลักไว้ที่อนุสรณ์สถานวอชิงตัน

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

จากใจบอกอ...ขอต้อนรับสู่สปริง

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย เดือนเมษายนมีประเพณีที่สำคัญ คือ ประเพณีสงกรานต์หรือปีใหม่ของชาวเอเชียเรา มีการเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาลในพื้นที่ต่างๆ ขอโลก ทำให้อุณหภูมิในบางพื้นที่เริ่มร้อนขึ้น บางพื้นที่ร้อนมาก โดยเฉพาะในประเทศไทย หากแต่ไม่ใช่ร้อนแค่อากาศ บรรยากาศอย่างอื่นก็ร้อนด้วย จะร้อนอย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้ทุกคนใช้น้ำใจช่วยดับความร้อนอันนี้ให้หมดไป
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ไม่มีอะไรเป็นของกำนัลให้กับท่านผู้อ่านทั้งหลาย จึงขอนำบทกลอนของท่านพุทธทาส ฝากไว้เป็นข้อคิดหรือน้ำชโลมจิตใจให้คลายร้อน ดังนี้
ปีใหม่มี สำหรับดี กว่าปีเก่า
พืชมีเหง้า ครบปี ทวีหัว
ทั้งขนาด และจำนวน ล้วนเกินตัว
แต่คนชั่ว กลับถอยถด ดีลดลง
คือปีหน้า เลวลงกว่า ในปีนี้
ไม่กี่ปี จะหมดดี เพราะมีหลง
รู้สึกตัว ละชั่ว, เพราะเห็นตรง
ดีจะคง ดีขึ้นไป ชื่นใจเอยฯ
กลับมาพูดเรื่องวารสารของพวกเราดีกว่า ฉบับนี้ก็เป็นฉบับที่ ๒ หรือฉบับต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ(ในประเทศสหรัฐอเมริกา)ที่กำลังย่างกรายเข้ามา ปีนี้หลายมลรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องประสบภาวะหนาวเหน็บและความยุ่งยากจากสโนว์ที่มีมากเกินไป บางมลรัฐหิมะไม่เคยตกก็ตก เช่น มลรัฐฟลอริด้า บางมลรัฐไม่เคยตกเยอะ แต่ปีนี้ตกเยอะ เช่น แมรี่แลนด์, เวอร์จิเนีย และวอชิงตันดีซี เล่นเอาประชาชนในหลายพื้นที่ตั้งรับแทบไม่ทัน
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้คนทั่วโลกต่างกล่าวถึงเรื่องภาวะโลกร้อน(Global warming)และองค์กรต่างๆ พยายามรณรงค์ กระตุ้นเตือนให้ประชาคมโลกตื่นระวังเกี่ยวกับการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อโลกของเรา อันที่จริงเราต่างก็รู้เรื่องเหล่านี้ดีว่าควรทำอะไร อย่างไร แต่จะมีสักกี่คนที่ไม่หยุดอยู่แค่รู้ แต่ลงมือปฏิบัติจริง เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่เฮติต่อมาจนถึงชิลี ทำให้คนในโลกได้สำนึกมากขึ้นว่าเราทำลายธรรมชาติมากไปหรือเปล่า...เราควรจะทำสักอย่างเพื่อโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่...พวกเราต่างรู้ว่าจะทำอย่างไร เริ่มต้นจากตัวท่านก่อน ลำดับต่อมาคือคนในครอบครัว สังคม และประเทศชาติของท่าน แต่พวกเราจะเอาชนะมารร้ายในใจของพวกเราทำสิ่งที่ถูกต้องได้หรือป่าว...? หรือพวกเราจะให้ความฟุ่มเฟือย ความโลภ และความเห็นแก่ตัวทำลายโลกใบนี้และตัวเราในที่สุด
ช่วงเดือนเมษายน ชุมชนไทยในมลรัฐต่างๆ ของอเมริกามีการจัดประเพณีสงกรานต์ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางในการจัดงานแสดงวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามนี้ เป็นสิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญ และควรภาคภูมิใจในวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของตนเอง ชาวพุทธไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจในวัฒนธรรมและความเชื่อของตัวเอง แต่สิ่งที่เราไม่ควรภูมิใจคือการทำความชั่ว หรือเป็นคนชั่ว
วารสารฉบับนี้ยังคงอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระมากมาย อยากให้ผู้อ่านลองอ่านบทความแต่ละบทหลายๆ ครั้ง เพราะบางครั้งการอ่านก็ขึ้นอยู่กับเวลา อารมณ์ และบรรยากาศด้วยเหมือนกัน เคยสังเกตไหมว่า ภาพยนตร์บางเรื่องดูในเวลาหนึ่ง ช่วงอารมณ์หนึ่ง อาจจะคิดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราดูกับเพื่อน อาจจะคิดหรือมีมุมมองที่เปลี่ยนไป
ก่อนจะอำลากันไป ขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุข ความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ยิ่งๆ ขึ้นไป อย่าลืมละ ความสุข ความเจริญ ไม่ได้เกิดขึ้นเองนะ ต้องทำด้วยตนเอง ตามแบบฉบับชาวพุทธ....สวัสดี พบกันใหม่ฉบับหน้า

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

จากใจบอกอ

สวัสดีท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน ขอบคุณที่แวะเวียนเข้ามาอ่านวารสารออนไลน์ของเรา ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาสาระก็ต้องขอแนะนำตัวสักหน่อยว่า พวกเราเป็นใคร มาจากไหน และมาทำอะไรบนอินเตอร์เน็ต

พวกเราคือ กลุ่มธรรมะทูโก(Dhamma to go) หลายคนอาจจะถามว่าชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา กว่าจะได้ชื่อนี้มา แหม่...ต้องกรอวีดีโอกลับหน่อยเพื่อฉายซ้ำ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแบบไม่ได้นัดหมาย ยังจำช่วงเวลาเหล่านั้นได้ เมื่อพวกเราเหล่าพระธรรมทูตสายต่างประเทศเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาสมัยวิสามัญ ณ วัดมงคลรัตนาราม เมืองแทมป้า มลรัฐฟลอริด้า

ช่วงนั้นบรรยากาศเป็นใจมาก อากาศดี สถานที่ร่มรื่นสวยงาม และได้พบคนที่รู้ใจ(เพื่อนๆ) ความคิดดีๆ จึงอุบัติขึ้น มีการนัดหมายคุยกันว่าน่าจะทำอะไรสักอย่างร่วมกัน โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เป็นประโยชน์

“แล้วจะทำอะไรดีล่ะ ?” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น
“ทำวารสารออนไลน์ครับ ประหยัด ทันสมัย รวดเร็ว ทันใจ" เพื่อนอีกคนตอบ

พวกเราคุยกันหลายเรื่องว่าจะทำยังไง วารสารรายปักษ์ หรือรายเดือน ใครจะเขียนอะไร รวมถึงวัตถุประสงค์ของการทำ กลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ แต่เรื่องที่ทำให้พวกเราซีเรียสหรือปวดหัวที่สุด คือการตั้งชื่อวารสาร แต่ละคนต่างเสนอชื่อที่ตัวเองคิดว่า เจ๋ง พร้อมทั้งอธิบายความหมายของชื่อหรือสโลแกน คุยกันจนถึงเที่ยงคืนก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาชื่ออะไรดี จึงต้องตีระฆังพักยกบอกว่าให้เป็นการบ้านไปนอนคิดให้รอบคอบ ๑ คืน พรุ่งนี้หลังอาหารเช้าค่อยมาเสนอและโหวตกันว่าจะเอาชื่ออะไรดี

หลังอาหารเช้า พวกเรามาเจอกันที่เดิมและร่วมกันลงประชามติว่า ธรรมะทูโก คือชื่อที่ดีครับท่าน เหมาะสมครับพี่ เล่ามาตั้งนานนี้และคือที่ไปที่มาของธรรมะทูโก

ธรรมะทูโก คือ วารสารรายเดือนออนไลน์ ที่มีวัตถุประสงค์จะเผยแผ่สาระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้คนทันโลก ถึงธรรม

ส่วนเนื้อหาสาระภายในวารสารธรรมะทูโกฉบับเดือนมีนาคมซึ่งเป็นฉบับแรกของพวกเรา มีอะไรที่น่าติดตามบ้าง โอ้...มีเยอะแยะมากมาย ไม่ได้โม้(เพราะไม่ใช่สมรักษ์) อยากจะการันตีกับท่านผู้อ่านว่า ธรรมะทูโกไม่ได้นำเสนอแค่ธรรมะเท่านั้น แต่เรานำเสนอสาระที่จำเป็นสำหรับชีวิต ทั้งเรื่องสุขภาพ ทั้งสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นไปรอบโลก หรือถ้าใครที่ชื่นชอบกวี ก็สามารถดื่มด่ำกวีได้ สมกับชื่อสโลแกนของพวกเราที่ว่า ให้คุณทันโลก ถึงธรรม

หวังว่าคงได้พบท่านผู้อ่านอีกในฉบับหน้าเดือนเมษายน อย่าลืมติดตามวารสารและกิจกรรมของธรรมะทูโก และที่สำคัญอย่าลืมแวะเวียนเข้ามาทักทายกันได้ตลอดเวลาที่เว็บไซด์ของพวกเรา http://dhammatogo.blogspot.com

สวัสดีครับ แล้วพบกันใหม่....