แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิตฺติเมธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิตฺติเมธี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

ดวงตาเห็นธรรม

ดวงตาเห็นธรรม

กลับมาพบกันในฉบับที่สองนะครับ สำหรับบทความนี้ต่อไปจะใช้ชื่อว่า "ดวงตาเห็นธรรม" เพราะรู้สึกว่าจะตรงกับประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะนำเสนอ นั่นคือบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์/สถานการณ์โลกในปัจจุบันให้ท่านได้ฟังกันผ่านธรรมะ เปรียบเสมือนกับการมองโลกผ่านธรรม ซึ่งหากเราพิจารณาแล้วก็จะพบสัจจะที่อยู่ในแต่ละเหตุการณ์ โดยอาจจะทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เปรียบเสมือนกับการได้ดวงตาเห็นธรรม

ในช่วงไม่กี่วันมานี้ไม่ว่าเราจะเปิดทีวีช่องไหนในประเทศไทย ก็คงจะหนีไม่พ้นเหตุการณ์ความวุ่นวายของการเมืองภายในประเทศที่นับวันจะยิ่งยุ่งเหยิงไปกันใหญ่ จนหลายคนรู้สึกเบื่อหรืออาจจะเครียดโดยไม่รู้ตัว เพราะมันเกิดขึ้นใกล้ตัวเรามากถึงมากที่สุด ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะว่ามันเกิดขึ้นที่บ้านเกิดเมืองนอนของเราเอง ซึ่งในจุดนี้หากท่านอยู่ในต่างประเทศจะเห็นความรู้สึกนี้ได้ชัดที่สุด

ผู้เขียนจึงอยากจะนำเสนอวิธีการวิเคราะห์อารมณ์ของตัวเอง ในที่นี้จะไม่วิเคราะห์หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับการเมืองหรือสิ่งเร้ารอบตัวเรา แต่จะนำท่านไปหาวิธีการจัดการความเครียด ความเบื่อหน่าย หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เกิดขึ้นว่าเราจะสามารถเรียนรู้อะไร และจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราได้บ้าง ซึ่งผู้เขียนมีความเชื่อว่าอย่างน้อยก็คงจะช่วยเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของใครหลายๆ คนได้

แน่นอนครับ ณ เวลานี้แทบที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสภาพจิตใจของประชาชนคนไทยในสภาวะเช่นนี้ย่อมมีความไม่ปกติสุขอยู่เป็นแน่แท้ เพราะปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อันส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไม่มีข้อยกเว้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นลูกเด็กเล็กแดง นักเรียนนักศึกษา พ่อค้าประชาชน ข้าราชการทหารตำรวจ หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้าก็ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบไปตามๆ กันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ซึ่งหากจะมองแล้วมันเป็นเหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่รัดร้อยกันเป็นงูกินหาง ยิ่งสาวหาปลายก็ยิ่งวนไปไม่รู้จักจบสิ้น

ผลกระทบที่กล่าวถึงนั้นแน่นอนที่สุดทางด้านรูปธรรมย่อมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็อาจจะด้านปัจจัยใช้สอย จากแต่ก่อนที่มีเงินทองใช้จ่ายได้สะดวกสบายก็กลับกลายหายพร่องไปบ้าง อันที่เคยเก็บออมเอาไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นก็ต้องเอาออกมาใช้ บางท่านอาจจะตกงาน ไม่ว่าจะถูกบีบให้ออก หรือต้องปฏิบัติตามนโยบายของหน่วยงานที่ต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งหน เป็นต้น ซึ่งจริงๆ ปัญหาเหล่านี้มันไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น หากแต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตตลอดเวลา แต่อาจจะไม่รุนแรงเท่าในปัจจุบันเท่านั้นเอง ซึ่งผู้ที่สนใจใฝ่ศึกษาสามารถค้นคว้าได้ว่าปัญหาที่กล่าวถึงนั้นมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ซึ่งจะผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวลึกลงไปในทุกรายละเอียด เพียงแต่อยากจะกล่าวสั้นๆ ให้เป็นประเด็นเพื่อจะได้คิดตามและมองเห็นปัญหาหรือสิ่งที่ผู้เขียนกำลังกล่าวถึง

เอาล่ะ ทีนี้เรามาว่ากันถึงผลกระทบที่สองที่เป็นนามธรรมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ผลกระทบทางด้านจิตใจ อันจะเป็นปัจจัยให้เกิดสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวน บางคนจากเคยอารมณ์ดีก็กลับเป็นคนอารมณ์บูดง่าย จากที่มีนิสัยมักโกรธ หรือเห็นอะไรขวางหูขวางตาไม่ได้เป็นต้องมีความรู้สึกหงุดหงิดตะขิดตะขวงก็กลับกลายเป็นว่าร้ายยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม อันนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับสภาพอารมณ์ของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน นั่นคืออยู่ร้อนนอนทุกข์

แต่ในขณะเดียวกันนะครับก็มีคนอีกจำพวกหนึ่งที่พยายามศึกษา เรียนรู้ หมั่นฝึกหัดปฏิบัติกาย วาจา ใจให้สำรวมระงับ จากภาวะสิ่งเร้าที่อยู่รอบตัวนั้นๆ ไม่ให้มีอำนาจอยู่เหนือจิตใจของตนเอง โดยอาจจะศึกษา ปฏิบัติธรรม ฟังธรรมบรรยายบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ ตามรู้ดูจิตด้วยรูปแบบวิธีการที่ครูบาอาจารย์ของแต่ละท่านได้สั่งสอนแนะนำ ก็ส่งผลให้มีสภาพจิตที่เรียกได้ว่าอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งก็ถึงว่าน่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับคนอื่นๆ ในการดำรงชีวิตในสังคมอันวุ่นวายนี้ โดยตัวเราไม่สูญเสียความสมดุลทั้งทางกายและจิต

สำหรับวิธีการนั้นไม่ยากครับ ผู้เขียนจะขอเสนอวิธีการสั้นๆ ง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีพิธีการ หรือมีความเชื่อทางลัทธิศาสนาใดๆ มาเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่อยากจะแนะนำสิ่งที่มุ่งไปถึงบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย นั่นคือ การพิจารณาตามรู้ดูจิตของตัวเอง วิธีการก็ง่ายๆ นะครับ ไม่ยาก ไม่วุ่นวาย เพียงใช้ ๒ ต. นั่นคือ

๑. เตรียมตัว วิธีการง่ายๆ คือ เมื่อเรารู้สึกตัวเวลาตื่นในตอนเช้า เมื่อลืมตาขึ้นให้นอนเฉยๆ หรืออาจจะลุกขึ้นนั่งนิ่งๆ เพื่อรวบรวมสติ ปลุกตัวเองให้หายง่วง โดยยังไม่ต้องลุกไปทำธุระส่วนตัวเลยเสียทีเดียว เพียงแค่ว่าใช้เวลาสั้นๆ สักสองสามนาทีนี้ได้เตรียมตัว เตรียมใจของตัวเอง บอกตัวเองให้พร้อมที่จะพาชีวิตออกไปเผชิญโลกภายนอกในวันนี้ โดยให้สัญญากับตัวเองว่าจะรักษา สุนทรียะทางอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ พูดง่ายๆ ก็คือ ให้บอกตัวเองว่า วันนี้ฉันจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยความแจ่มใสร่าเริง จะคิด จะพูด จะทำแต่สิ่งที่ดีที่งาม ด้วยการคิดไตร่ตรองก่อนการลงมือทำเพื่อให้มีความสุขทั้งต่อตนเองและคนอื่น จากนั้นก็ลุกขึ้นไปดื่มน้ำเปล่าๆ ก่อนสักขวดหนึ่ง แล้วค่อยไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน และใช้ชีวิตให้มีความสุขทั้งวัน ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน อย่าลืมว่าเตือนตนเองให้ยิ้ม และมีความสุข พูดจาแต่สิ่งที่เป็นมงคล ไพเราะอ่อนหวาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเมตตา ให้เป็นคนใจกว้าง รู้จักให้อภัย ให้โอกาส ไม่หุนหันพลันแล่น คิดก่อนทำ เลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ที่ย่อยง่าย ละเว้นเครื่องดื่มอื่นใดให้เลือกแต่น้ำเปล่าๆ อาจจะไม่เย็น พยายาใช้ชีวิตของตนเองในวันนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

๒. ตรวจสอบ วิธีนี้ใช้เวลาก่อนนอนครับ ก่อนที่จะล้มหัวลงหมอนให้ใช้เวลาสักสองสามนาทีเช่นกัน นั่งนิ่งๆ คิดถึงช่วงวันที่ผ่านมาว่าเราได้ทำอะไรมาบ้าง สิ่งไหนเป็นประโยชน์ สิ่งไหนเป็นโทษ กาย วาจา ใจ ขุ่นมัวหรือเปล่า วันนี้เราได้สร้างรอยยิ้มแห่งความสุข ความประทับใจให้กับตัวเองและคนอื่นบ้างหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หรือว่าทั้งวันต้องพบปะสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวแล้วตัวเราได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง จิตเราเป็นไงบ้าง อารมรณ์เราเป็นไงบ้าง ก็ลองนั่งนึกดู แล้วให้ชั่งน้ำหนักเอาเอง ให้คะแนนตัวเองนะครับว่า ดีหรือไม่ดี อาจจะลองแบ่งน้ำหนักข้างฝ่ายละ ๕๐-๕๐ ดูสิว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์/ไม่เป็นประโยชน์ ดีใจ/เสียใจ ขี้เหนียว/เผื่อแผ่ อย่างไหนมีมากกว่ากัน

จากที่กล่าวมานี้นะครับ ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่าด้วยระดับสติปัญญาของท่านผู้อ่านทุกคน สามารถที่รู้ใจตัวเองได้เลยครับว่า เราต้องการให้ตัวเองมีอารมณ์แบบไหน เราต้องการเป็นคนอย่างไร นี่คือวิธีการดำเนินชีวิตที่คิดว่าถูกต้องและเป็นประโยชน์มากที่สุด เป็นการเตรียมตัว เลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ให้อิสระเต็มที่ในการเลือกอยู่เลือกเป็น เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เหมาะแล้วที่ได้มีโอกาสเกิดมาแล้วดำรงอยู่อย่างมีความสุข ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขครับ

สวัสดี

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดวงตาเห็นธรรม@ธรรมะทูโก

สุข-ทุกข์ อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นสากล




วันนี้อยากจะเล่าถึงความรู้สึกของผมเองนะครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งที่เห็นอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ชัดเจนสุดที่ก็น่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่เฮตินั่นแหละครับ แม้ว่าจะผ่านไปนานนับเดือนแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมและใครหลายๆ คนนั้นยังมิอาจลืมเลือนไปได้เลย ถึงแม้จะพิจารณาให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า ทุกชีวิตล้วนแล้วแต่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตามที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยพร่ำสอนมา แต่ก็มิอดมิได้ครับที่อารมณ์แห่งความทุกข์มันผุดขึ้นมานั่งอยู่กลางใจ จนไม่อาจที่จะอยู่นิ่งเฉยได้ ทั้งพยายามช่วยเหลือในสิ่งที่ตัวผมเองพอจะทำได้บ้าง ด้วยการบริจาคเงินแก่ผู้ประสบภัยในนามสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา จำนวน ๑๐๐ เหรียญสหรัฐ ซึ่งหากจะว่าไปแล้วก็เป็นเพียงจำนวนเงินอันน้อยนิดก็ตามที แต่ก็ทำให้สบายใจได้ว่า เราก็เป็นคนหนึ่งที่ขอมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น



มีคนกล่าวว่า “ความรู้สึก” หรือ Sentiment ถือว่าเป็นสากล หรือเป็นความรู้สึกมวลรวมที่ขอเรียกว่า GNS (Gross Nation Sentiment) ที่ไม่แบ่งแยกว่าคุณจะเชื้อชาติ ผิวพรรณ ภาษา ศาสนา เพศ หรือวัยใดก็ตาม แม้กระทั่งสัตว์ใหญ่น้อยก็ย่อมมีความรู้สึกที่เป็นสากลนี้เช่นกัน ที่กล่าวเช่นนี้หมายถึงว่าไม่มีความสุข, เศร้า, เหงา, ทุกข์ ฯลฯ แบบพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือศาสนาอื่นใด หากแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นสากล ที่ทุกคนล้วนแล้วแต่เคยประสบพบเจอและสัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อยแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย เช่น หากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้หากมีพ่อ แม่ เพื่อน แฟน หรือกิ๊กรวมอยู่ในนั้นด้วย เราก็จะรู้สึกถึงทุกข์ร้อนก้อนขนาดใหญ่เกิดขึ้นคับอกคับใจของเรา จนแทบที่จะทนทานไหว บางคนก็ต้องร้องไห้ฟูมฟาย เสียอกเสียใจกันไปนานแสนนาน



แต่ในขณะเดียวกันหากไม่มีบุคคลอันเป็นที่รักดังกล่าว หรือเราไม่รู้จักใครเลยในประเทศเฮติ ความทุกข์มันก็จะเล็กไปหรืออาจจะไม่ทุกข์ด้วยซ้ำ เพราะอะไรนะหรือครับ เพราะว่ามันเกิดขึ้นไกล ญาติพี่น้องเราก็ไม่ใช่ หลายคนคิดแบบนี้จึงรู้สึกเฉยๆ กับเหตุการณ์นั้นครับ พูดง่ายๆ ก็คืออะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา แม้จะเป็นเรื่องเล็กก็กลับกลายเป็นทุกข์หนักได้ แต่ถ้าอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราก็แทบจะไม่ทุกข์ หรือทุกข์ไม่เป็นเลยเสียด้วยซ้ำ เปรียบเหมือนสิวขึ้นบนใบหน้านั่นแหละครับ คนที่สำอางหน่อย แต่งเนื้อแต่งตัว รักษาผิวพรรณหน้าตาเสมอก็จะทุกข์หนัก ต้องกังวลใจว่าจะหายาหรือครีมชนิดไหนมาทาให้หาย ทุกข์ก็เลยเกิดขึ้นจากเล็กน้อยก็กลายเป็นใหญ่โต ยอมเสียตังค์ได้โดยไม่ลังเล นั้นเพราะทุกข์นั้นมันเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง



แต่พอเปรียบเทียบกับคนตายมากมายมหาศาลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เฮติ หรือเอาง่ายๆ แม้กระทั่งเกิดสึนามิที่ภาคใต้ของประเทศไทย ใครไม่มีญาติพี่น้องหรือคนที่เกี่ยวข้องล้มหายตายจากในครั้งนั้น ก็ไม่เคยเลยที่จะหลั่งน้ำตาหรือทุกข์ทรมานเลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วจะไปกล่าวถึงอะไรกับคนตายในประเทศเฮติล่ะ แต่เดี๋ยวก่อนครับ เรามาลองพิจารณากันดูก่อนมั้ยว่าจริงๆ แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับเราบ้าง ผมเชื่อว่าหากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ด้วย โยนิโสมนสิการ คือการคิดอย่างแยบคาย พิจารณาอย่างถี่ถ้วน เราก็จะได้อะไรหลายๆ อย่างจากเหตุการณ์ที่เฮติ “อารมณ์” ไงครับ สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ อารมณ์ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างล่ะ ลองมาสำรวจที่ตัวเราเองดูสิครับ ว่าหลังจากได้เห็นภาพข่าวทางทีวี หรืออ่านหนังสือพิมพ์ เรามีความรู้สึกทุกข์มั้ย? เราสุขรึป่าว? หรือเราเสียใจ หรือว่าเราเฉยๆ อารมณ์เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็น “ความรู้สึก” ทั้งนั้นแหละครับ วันนี้อยากให้ทุกท่านมาลองพิจารณาความรู้สึกของตัวเองกันนะครับ ว่าอารมณ์ความรู้สึกไหนที่มันเกิดขึ้นแล้วใจเราเป็นอย่างไร เราจะพิจารณาอย่างไร อันนี้สำคัญมากนะครับ เพราะส่วนตัวผมแล้วถือว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ของชีวิตเลยแหละ







อารมณ์ มีลักษณะที่ เปลี่ยนแปลง ~ ปรวนแปร ~ เกิด ~ ดับ แถมบางครั้งก็ บีบคั้น อีกต่างหาก ทั้งที่จับต้องไม่ได้ แต่...ส่งผลกับใจเราอย่างรุนแรงทีเดียว ไม่เชื่อก็ลองนึกถึงยามที่คุณอยากได้อะไรบางอย่างแล้วไม่ได้ว่า...ใจเราร้อนรุ่ม แสนกระวนกระวายเพียงใด และ..เพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่างนั้นมา ใจเราก็บีบคั้นตัวเองให้วิ่งตามกิเลส สนองความอยาก..ไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวตามสิ่งนี้ เดี๋ยวอยากได้สิ่งนั้น สมคำกล่าวที่ว่า.. “ใจเป็นใหญ่, ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” อย่างนี้แล้ว ใจที่วิ่งวน เดี๋ยวอยาก เดี๋ยวปฏิเสธ จะเหน็ดเหนื่อย น่าสงสารสักเพียงใด..



ถ้าอารมณ์ทุกข์หรือสุขเกิด เรามองเห็น ก็ให้พิจารณาทุกข์-สุขนั้น อย่าเพิ่งปล่อยให้ใจแสดงอารมณ์ออกมานะครับ อยากให้พิจารณาเป็นขั้นตอนไป นั่นคือ เมื่อเราเห็นทุกข์-สุขแล้ว ใช้ ปัญญา ที่มีมาเป็นอาวุธคู่กายนี่แหละ พิจารณาให้ถ้วนถี่ถึงผลได้ผลเสีย ผลดีผลเลว ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา ถ้าเราส่งผ่านอารมณ์นั้นๆ เข้าไปสู่จิตใจของเรา หากว่ากันตามขั้นตอนแล้วมันไม่ยากเลย เหมือนกับการเดินขึ้นบันไดนั่นแหละครับ ก้าวไปทีละขั้น หมั่นพิจารณาแบบนี้ทุกๆ อารมณ์ เราก็จะเข้มแข็งมากขึ้นครับ



หากใครเผลอตัวปล่อยใจให้รับรู้อารมณ์ที่เกิดทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้พิจารณา ปัญญายังไม่ถูกใช้ จนเกิดอารมณ์แสดงออกมา ก็อย่าให้เกิดบ่อยครับ หมั่นฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเดียวก็ชำนาญ อะไรก็ตามที่ฝึกฝนบ่อยๆ จะมีความแคล่วคล่องว่องไว ชำนาญในการรับรู้ พิจารณา ก็จะส่งผลดีกับตัวเราเองนั่นแหละครับ เผลอๆ จะส่งผ่านอารมณ์นั้นๆ ไปให้กับคนรอบตัวได้ด้วย มันเป็นอัตโนมัตินะครับ อารมณ์เนี่ย มองไม่เห็น แต่มันส่งผ่านกันได้ง่ายๆ



ลองสังเกตเวลาที่เรามีความสุข คนรอบข้าง พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน แฟน หรือแม้กระทั่งหมาแมวก็รับรู้ได้ถึงความสุขนั้นได้ แต่หากวันใดอารมณ์บูด ใครจะพูดอะไรก็ไม่เข้าหู อารมณ์ต่างๆ มันจะแผ่ซ่านออกมาจากตัวเราเอง ใครต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นก็ล้วนแล้วแต่สัมผัสได้เช่นกัน เผลอๆ หมาแมวไม่เข้าใกล้ด้วยซ้ำ ก็ให้หมั่นฝึกเอาไว้นะครับ อย่าให้อารมณ์เป็นเจ้านายตัวเอง เราต่างหากที่จะต้องเป็นเจ้านายของอารมณ์ มีพุทธวจนะในธรรมบทชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึงการฝึกจิตให้เอาชนะอารมณ์ของตนเอง จึงขออาราธนามาปิดท้ายกันวันนี้ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านมีปัญญา ได้ดวงตาเห็นธรรม โดยทั่วหน้ากันครับ



อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ

เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ

ตทชฺชหํ นิคฺคหิสฺสามิ โยนิโส

หตฺถึ ปภินฺนํ วิย องฺกุสคฺคโห ฯ ๓๒๖ ฯ



เมื่อก่อนใจข้าได้ท่องเที่ยวไปในอารมณ์

ตามปรารถนา ตามความใคร่ ตามสบาย

ต่บัดนี้ ข้าจักบังคับมันด้วยโยนิโสมนสิการ

เหมือนควาญช้างถือขอ บังคับช้างที่ตกมัน




Formerly this mind went wandering

Where it liked, as it wished, as it listed.

I will now control it with attentiveness

As the driver with his hook a wild elephant.


ธรรมะสวัสดี

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

Dhamma@ToGo ทำไมต้อง ธรรมะ@ทูโก

ธรรมะสวัสดีครับ


ก่อนอื่นต้องขออนุญาตได้กล่าวคำทักทายแบบไทยๆ ที่ฟังทีไร ชื่นหัวใจตลอดเวลา

ถือเป็นครั้งแรกครับที่เราได้มีโอกาสพูดคุยแนะนำตัวให้รู้จักกัน จึงขอใช้เวทีนี้ได้บอกกล่าวเล่าขาน ถึงความเป็นมาของเราให้ทราบกัน


Dhamma@ToGo เป็นนิตยสารธรรมะออนไลน์น้องใหม่ครับ หวังจะเข้ามารับใช้ท่านผู้อ่านในบรรณพิภพยุคไฮเทคเช่นนี้ ด้วยเราตระหนักดีถึงคุณค่าของ "ธรรมะ" ที่ถือเป็นกุญแจหลักในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ ดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ เหล่านั้นคือสภาวะอย่างหนึ่งที่มี "ธรรมะ" เป็นส่วนประกอบ โอกาสนี้เราจึงรวมตัวกันในนาม ธรรมะ@ทูโก ออกมารับใช้ท่านผู้อ่าน ด้วยบทความธรรมะร่วมสมัย

ในบทความแต่ละชิ้นที่ ธรรมะ@ทูโก จะได้นำเสนอนั้นก็ล้วนแล้วแต่มาจากปลายปากกาที่คมคาย จากประสบการณ์ที่บ่มเพาะมานาน ของนักเขียนแต่ละท่าน ซึ่งจะมาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างครบรสให้ท่านได้เลือกเสพกันได้ตามสไตล์ความชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราเน้นที่ความสะดวกสบาย เสิร์ฟให้ถึงที่ ง่ายต่อการอ่าน ส่งตรงถึงเมล์บ๊อกซ์ของทุกท่าน ดังสโลแกนที่ว่า "Dhamma@ToGo วารสารธรรมะออนไลน์ ที่ให้คุณถึงโลก ถึงธรรม"

ตัวอย่างคอลัมน์ภายใน ธรรมะ@ทูโก ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อได้ครับ

๑.จากใจ บก.@ทูโก โดยพระมหาปิยะ

๒. ของฝากจากพระธรรมทูต โดย พระมหาดร.ถนัด

๓. ธรรมะ@เอ็กซ์เพรส นำเสนอสถานการณ์โลกในมุมมองของธรรมะ แบบด่วนๆ

๔. สุขภาพ สมุนไพร โดย พระครูวินัยธรทูลถวาย

๕. กวีธรรม โดยพระมหาทองสมุทร

๖. ชาดกธรรม โดย พระมหาสากล

๗. ของดีจากอเมริกา โดย พระมหาปิยะ

๘. ธรรมะบันเทิง โดย พระมหาณันท์มนัส

๙. ธรรมะจัง โดย พระมหามนูเชษฐ์

๑๐. ท่านถาม-เราตอบ โดย พระมหาณันท์มนัส และพระครูวินัยธรทูลถวาย

๑๑. สนามนักคิด โดย นักเขียนอิสระ


เหล่านี้คือคอลัมน์คร่าวๆ ที่จะมีใน Dhamma@ToGo ซึ่งอาจจะลดหรือเพิ่มก็ต้องรอดูฉบับเต็มๆ ในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ที่จะถึงนี้ครับ ตอนนี้ต้องขอถือโอกาสเป็นการฉายหนังตัวอย่างให้ชมกันก่อนละกัน ส่วนเนื้อหาจะเข้มข้น คมคาย ล้ำลึก หรือกินใจเพียงใด ก็ขอให้ท่านได้เปิดพื้นที่ว่างสักเพียงเล็กน้อย รับ ธรรมะ@ทูโก ไว้อ่านสักฉบับ

เพียงแค่นี้ เราก็ได้กำลังใจอย่างมากมาย อันหมายถึงเชื้อเพลิงที่จะขับเคลื่อนให้ธรรมะได้เดินทาง รับใช้สังคมอย่างเท่าทัน สะดวก และรวดเร็ว


แล้วพบกันครับ

ธรรมะ@สวัสดี