วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

เอกายนะมรรค


บรรดาทางที่ปราชญ์มาดประสงค์ ทางมีองค์แปดเลิศประเสริฐสุด
บรรดาธรรมทั้งผองของสัมพุทธฯ บทสี่อุตมะล้ำธรรมมุนินทร์
ยอดแห่งธรรมประชุมลงองค์พุทธะ วิราคะเป็นเลิศประเสริฐศิลป์
สัตว์สองเท้าผู้ก้าวเดินบนแผ่นดิน หายลยินที่เพียบพร้อมเท่าจอมมุนี
ไม่มีมรรคาใดในโลกธาตุ เพื่อสะอาดแห่งทรรศน์จำรัสศรี
ทางเอกนั้นท่านทั้งมวลควรจรลี อันเป็นที่ลวงมารให้ผ่านไกล
เธอทั้งหลายจงดำเนินบนทางนั่น จักสร้างสรรหิตสุขทุกข์กษัย
เราทราบเรื่องสลัดศรอันชอนไช จึงขานไขพวกเธอเพียรเรียนคัมภีร์
ตถาคตทั้งหลายเพียงผู้บอก พวกท่านออกปฏิบัติชัดวิถี
เพ่งพินิจกิจการฌานเมธี พ้นด้วยดีที่ผูกมั่นสรรพมาร
ถ้อยคำแปลธรรมบทจดมาฝาก ค่อนข้างยากเรื่องภาษาพาสื่อสาร
เมื่อลงมือฝึกหัดจัดเป็นงาน มิช้านานย่อมเห็นผลจนแจ้งใจ
เอกอุดมบรมธรรมแห่งสัมพุทธ อยู่บนสุดคือเป้าหมายอันยิ่งใหญ่
วิราคะสิ้นกำหนัดขจัดไป ย่อมห่างภัยพ้นโศกโลกย์เปลี่ยนแปลง
อริยสัจสี่แสนประเสริฐ ชี้บ่อเกิดความจริงยิ่งทุกแห่ง
ทางเปิดเผยชัดสว่างวางแสดง หมดเคลือบแคลงสิ้นสงสัยไปทุกทาง
ความรู้รอบทั้งมวลล้วนปริยัติ ปฏิบัติถึงขั้นจักพลันกระจ่าง
รู้แล้วละเลิกถอยจิตปล่อยวาง ลับลวงพรางไม่มีเส้นนี้ตรง
พระพุทธองค์ช่วยใครไม่ได้หรอก ได้เพียงบอกแนะแนวทางห่างความหลง
หน้าที่เราปฏิบัติอย่างมั่นคง ย่อมถึงฝั่งดังประสงค์มิเนิ่นนาน
ทางสายเอกสายเดียวมิเลี้ยวลด ตัดวงกตเวียนวงคือสงสาร
ไร้เส้นทางอื่นใดไปนิพพาน เชิญทุกท่านตรึกตรองลองทำเทอญฯ

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปลาหมอตายเพราะปาก

“ตา มีหน้าที่ดูอย่างเดียว ธรรมชาติให้ มา ๒ ตา
หู มีหน้าที่ฟังอย่างเดียว ธรรมชาติให้ มา ๒ หู
จมูก มีหน้าที่ดมกลิ่นอย่างเดียว ธรรมชาติให้มา 2 รู
แต่ปาก มีหน้าที่ถึง 2 อย่างคือ ทั้งกินและพูด ธรรมชาติกลับให้มาเพียงปากเดียว แสดงว่า ธรรมชาติต้องการให้คนดูให้มาก ฟังให้มาก แต่ให้พูดน้อยๆ ให้มีสติคอยระมัดระวังปากให้มากนั่นเอง”
จากถ้อยคำที่น่าขบคิดข้างต้นนี้ บอกให้รู้ถึงความสำคัญของปาก ๒ อย่างคือ ๑. หน้าที่พูด ๒. หน้าที่กิน ซึ่งปากต้องทำเป็นประจำทุกวัน ถ้าหากวันหนึ่งๆ ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะรู้สึกอึดอัดมิใช่น้อย โดยเฉพาะคนทั่วๆ ไปที่ไม่เคยอบรมตนมาก่อน ถ้าไม่ได้พูดไม่ได้กินเป็นวันๆ ก็แทบจะเป็นบ้าไปเลยก็ได้ หน้าที่ทั้ง ๒ ต่างก็มีความสำคัญ เพียงแต่หน้าที่กินสำคัญกับตนเอง ส่วนหน้าที่พูดสำคัญทั้งกับตนและคนอื่น
หน้าที่กิน ปากของคนเรายังถือว่าเป็นนายของอวัยวะบางส่วนในร่างกาย ดังคำยืนยันในธรรมนิติว่า “อวัยวะ ๕ ส่วน คือ มือ เท้า ศีรษะ หลัง และท้อง ต้องยอมคำนับ และคอยรับใช้ปากทุกเมื่อ” เช่น มือคอยป้อนข้าว เท้าคอยเดินหา ศีรษะหลังท้องพร่องสักครา ก็เรียกหาปากวานขานให้ทำ ปากใช้ลำเรียงอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีเรี่ยวแรงมีกำลังในการทำงาน ในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าหากเราลำเรียงสิ่งไม่ดีเข้าไปก็ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาหรืออาจถึงแก่ชีวิตก็เป็นได้ หรือถ้าบริโภคอาหารที่ดีแต่มากเกินเข้าไป ก็จะทำให้อึดอัดหรือเป็นสาเหตุแห่งโรคฮิตในปัจจุบันคือโรคอ้วนตามมาก็ได้ ดังนั้น เพื่อสุขภาพกายที่สมบูรณ์ทางออกที่ดีก็ต้องยึดหลัก โภชเนมัตตัญญุตา คือความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องจนเกินไป
หน้าที่พูด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่มีอิทธิพลยิ่งทั้งต่อคนพูดและคนฟัง และจะได้นำมาเจียระไนให้รู้ว่ามันมีประโยชน์และมีโทษต่อชีวิตอย่างไรบ้าง โบราณสอนนักสอนหนาและยังจัดอันดับปากไว้เป็นอันดับหนึ่ง ดังที่ว่า...ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดีเป็นตรา... เพราะผู้มีปากเป็นเอก ก็คือผู้เป็นยอดของนักสื่อสารที่ดี มีวจีไพเราะ พูดเสนาะโสต เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า "พูดดีเป็นศรีแก่ปาก" นั่นเอง รองลงมาก็คือ เลขเป็นโท หมายถึงกระบวนการทำงานยังถือว่าเป็นรองการพูดจา อันดับต่อมา หนังสือเป็นตรี มีวิชาความรู้ดีก็ยังเป็นรองการพูด คือถึงจะเป็นคนมีความรู้สูง แต่ถ้าปากไม่ดีเสียแล้ว ย่อมหวังความเจริญในชีวิตได้ยาก อันดับสุดท้าย ชั่วดีเป็นตรา หมายถึงผลสัมฤทธิ์ของงานที่ดีและไม่ดี จะเป็นสิ่งเดียวที่ตราไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้กล่าวขานชื่นชมหรือประณาม
พระพุทธศาสนาบอกว่า ปากของคนเรานั้นมีอยู่ ๓ รส คือ เหม็น, หอม, และหวาน คนปากเหม็น เรียกว่า “คูถภาณี” ได้แก่ผู้ที่มีปกติพูดปดมดเท็จจนคนทั้งหลายเกลียดชัง ไม่เชื่อถือถ้อยคำ ยิ่งพูดยิ่งทำลายตนเอง คนปากหอม เรียกว่า “ปุบผภาณี” ได้แก่คนที่พูดจริง พูดคำสัตย์ ไม่โกหกพกลมแม้เป็นเรื่องเข้าข้างตนเองจนคนนิยมเชื่อถือถ้อยคำ คนปากหวาน เรียกว่า “มธุรภาณี” ได้แก่คนที่พูดไพเราะเพราะพริ้งนิ่มนวลชวนฟัง รื่นหู ดูดดื่ม จับใจ ฟังไม่รู้จักเบื่อ สุนทรภู่ บรมครูกวีของไทยได้ประพันธ์ถึงปากไว้อย่างจับใจว่า “อันรสปากหากหวานก็หวานเด็ด บอระเพ็ดก็ไม่มากเหมือนปากขม มีดว่าคมก็ไม่มากเหมือนปากคม รสหวานขมก็ไม่มากเหมือนปากคน”
นักปราชญ์ถึงกับยกย่องปากว่าเป็นยอดอาวุธ อาวุธใดๆ ในโลกนี้จะวิเศษเลิศล้ำไปกว่าอาวุธปากเป็นไม่มี เราจะใช้พูดให้คนเป็นหรือให้คนตายก็ได้ ดังกวีที่ว่า “อาวุธใดในพิภพไม่ลบปาก ถึงน้อยมากฟันฟาดขาดเป็นสิน จะเป็นตายดีร้ายจะขายกิน ในโลกสิ้นสามภพจบเจรจา”
คำพูดหรือวาจาของคนเรานั้น เป็นเสมือนดาบสองคม ถ้ารู้จักพูดก็สามารถทำศัตรูให้เป็นมิตรได้ ขณะเดียวกันถ้าไม่รู้จักพูดก็สามารถทำมิตรให้เป็นศัตรูได้ในชั่วพริบตาเช่นกัน อีกประการหนึ่ง คนเราจะประสบความสำเร็จได้รับความเจริญก้าวหน้าในชีวิตก็เพราะอาศัยวาจาที่ดีจากปาก แต่ก็เพราะวาจาชั่วที่ออกจากปากเพียงคำเดียวบางครั้งแม้แต่ชีวิตก็ยากจะรักษาไว้ได้ หรือไม่รู้จักสำรวมระวังปากพูดมากเกินไปไม่รู้จักกาลเทศะ ก็อาจนำพาตัวให้ฉิบหายได้ ดังเรื่องลูกหงส์กับเต่า เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตกาลมีเต่าอาศัยอยู่ในสระแห่งหนึ่งในหิมวันตประเทศ ลูกหงส์ ๒ ตัว ก็ไปเที่ยวหากินอยู่แถวนั้น ได้รู้จักกัน ลูกหงส์จึงชักชวนให้เต่าไปเที่ยวในถ้ำทองที่ภูเขาจิตตกูฏ เต่าฉงนใจว่าจะไปยังถ้ำทองบนภูเขาจิตตกูฏได้อย่างไร ลูกหงส์บอกว่าจะพาไปเอง แต่ขอให้เต่าระวังปาก อย่าพูดเป็นเด็ดขาด เต่าด้วยความอยากไปจึงตอบตกลงว่า แค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย ลูกหงส์จึงให้เต่าคาบไม้ตรงกลาง ส่วนลูกหงส์คาบปลายไม้ตัวละข้าง บินไปในอากาศ เด็กชาวบ้านเห็นเข้าก็ตะโกนบอกกันว่า “หงส์หามเต่าๆ” เต่ารู้สึกคันปากมุมมิมๆ ก็เลยลืมตัวทั้งลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับลูกหงส์เสียสนิท จึงอ้าปากตะโกนตอบเด็กไปว่า “กงการอะไรของพวกเองว่ะ” แค่นั้นแหละเต่าก็หลุดร่วงจากท่อนไม้ ลอยละลิ่วปิวละล่องตกลงที่ท้องสนามหลวงในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพาราณสี กระดองแตกแยกเป็น ๒ ส่วน ตายสนิท
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า การพูดไม่ถูกกาลเทศะมีแต่ให้โทษ เหมือนเต่าที่ต้องตายเพราะพูดไม่ถูกเวลา ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงเตือนให้ระวังว่า “วาจาย สํวโร สาธุ ระวังปากไว้ได้นั่นแหละดีที่สุด” และยังเป็นมงคลอันสูงสุดแก่ชีวิตอีกด้วย การนำเรื่องปากมาฝากไว้เป็นข้อคิดสะกิดใจเพื่อทุกท่านจะได้ระวังปากมากขึ้น อย่างน้อยๆ ก็ได้รักษาศีลข้อ ๔ ซึ่งตอนนี้สังคมไทยหรือสังคมโลกต่างขาดแคลนคนพูดคำสัตย์จริงกันทั้งนั้น ระวังปลาหมอจะตายเพราะปาก ปลาหมอมันพูดไม่ได้ แต่มันผุดขึ้นมาพ่นน้ำเหมือนเย้ยว่า กูอยู่นี่ๆ คนหาปลาจึงจับมันได้ ปลามีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ก็เพราอาศัยปากเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เพราะปากนั้นเอง ปลาจึงต้องติดเบ็ดเสียชีวิตโดยง่าย ในโลกนี้จึงไม่มีอะไรที่เย็นชื่นเหมือนการแย้มพรายของปากคนดี ขอยืนยันด้วยบทกวีนี้ส่งท้ายก็แล้วกันว่า
อันแก่นจันทน์เย็นชื่นในพื้นโลก แสงเดือนโกรกเย็นนั้นกว่าจันทน์หลาย ปากคนดีแช่มชื่นเมื่อแย้มพราย เย็นมากมายกลบเกลื่อนซึ่งเดือนเพ็ญ...

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

สุขภาพ สมุนไพร ตอน 2

คำคม-สุภาษิต “ยามใดใจดี ก็เป็นบุญ ยามใดใจวุ่นเป็นบาป”
เมื่อเรามีโอกาสได้ทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าเราได้ช่วยคนผู้นั้น ช่วยคนผู้นี้ หรือเราได้ทำบุญอย่างนั้น เราได้ทำบุญอย่างนี้เป็นต้น เป็นเหตุให้นำมาซึ่งความสุข ความสุขที่ได้จากการทำความดีนี้เองท่านเรียกว่าใจดีเป็นบุญ ในลักษณะตรงกันข้าม มีสิ่งมายั่วยุเราให้สร้างสิ่งไม่ดีไม่งาม ตามอำนาจแห่งความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น ซึ่งท่านเรียกว่ามันเป็นกิเลสและมีอำนาจให้เราสร้างกรรมชั่วต่างๆ เป็นเหตุให้เราต้องประสบทุกข์เป็นอันมาก ท่านเรียกว่าใจวุ่น เป็นบาป ท่านจึงว่า “กรรมใดทำแล้วให้ความสุขใจในเบื้องหลัง ให้ความสมหวังในเบื้องหน้า กรรมนั้นควรทำ” แต่ถ้า “กรรมใดทำแล้วให้ความทุกข์ใจในเบื้องหลัง ให้ความผิดหวังในเบื้องหน้า กรรมนั้นก็ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง”


สุขภาพ-วันนี้นำเสนอเนื้อความสุขภาพจิตอันเกี่ยวเนื่องกับกรรมที่มีผลกระทบกับสุขภาพจิต ก็พอดีได้เปิดเว๊ปไซด์ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเกี่ยวกับน้ำมันปลารักษาโรคจิต เลยคัดลอกทั้งดุ้นมาให้ท่านได้อ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้...
น้ำมันปลา รักษาโรคจิต แพทย์ตื่นเต้นอาจใช้รักษาแทนยาได้
ทีมนักวิจัยนานาชาติได้พบในการทดลองว่า การกินแคปซูลน้ำมันปลาทุกวัน จะช่วยป้องกันผู้ที่ล่อแหลมกับโรคจิตมากที่สุด ให้ห่างจากโรคได้ ปรากฏว่า หลังจากที่กินมานาน 3 เดือน สามารถจะหนีห่างโรคจิตเภทได้ถึง 1 ใน 4... พวกเขาเชื่อว่ากรดไขมันโอเมกา-3 ในน้ำมันปลา ซึ่งถูกยกย่องว่าบำรุงสุขภาพหัวใจ จะต้องมีส่วนช่วยบำรุงสมองด้วย วารสาร "จิตเวชวิทยา" ของสหรัฐฯ รายงานผลการศึกษาว่า ผลการทดลองที่แสดงว่า อาจใช้สารในธรรมชาติ ช่วยป้องกันหรืออย่างน้อยก็ชะลอโรคจิตได้ ช่วยสร้างความหวังว่า จะเป็นหนทางรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาทางใหม่ ผู้เชี่ยวชาญอีกผู้หนึ่งกล่าวว่าหากว่าสามารถรักษาคนหนุ่มด้วยน้ำมันปลาเราอยากได้มากยิ่งกว่ายามากนัก"ปรากฏว่า พวกยารักษาโรคจิตมักจะมีฤทธิ์แรงและมีอาการข้างเคียงต่างๆ จนทำให้คนไข้บางคนพากันหลบ ในการทดลอง คราวที่แล้วมา มีคนไข้ที่ให้กินน้ำมันปลาแล้วยังเป็นโรคเพียง 2 ราย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กิน พากันเป็นมากถึง 11 ราย.
-สมุนไพรไทย-
เมื่อฉบับที่แล้ว ได้พูดถึงประโยชน์ที่ได้จากการใช้สมุนไพร 3 ชนิด คือ ถั่วเขียว ชุมเห็ดไทย และ เดือย หรือมะเดือย วันนี้จะพูดถึงลักษณะของพืชนั้นๆ ดังนี้
ถั่วเขียว -เป็นพืชล้มลุก ใบประกอบ มีใบย่อยสามใบ เป็นรูปหอกสมัยหินทู่ๆ ดอกสีเหลือง ฝักกลมยาว 3-5 นิ้ว มีขนสีน้ำตาล เมล็ดสีเขียว ปลูกเป็นอาหาร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีสรรพคุณทางยา ดังนี้
เมล็ด มีรสมัน ขับปัสสาวะ แก้เหน็บชา แก้ร้อนใน บำรุงร่างกาย บำรุงไขข้อ เสริมหมอนรองกระดูกให้แข็งแรง เปลือกเมล็ด รสจืดเย็น แก้ร้อนใน ต้มแล้วเอามาพอกแก้พิษต่างๆ ได้ดี
ชุมเห็ดไทย (ไม่ใช่ชุมเห็ดเทศ) -มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ เช่นชุ่มเห็ดเขาควาย ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเล็กพรมดาน เล็บเหมื่นน้อย เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก สูงประมาณ 2-4 ฟุต ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปไข่ ปลายและโคนแหลม ดอกช่อกลีบสีเหลือง 4 กลีบ ฝักเป็นแท่งสีเหลี่ยมแบนๆ ยาว 10-15 เซนติเมตร เกิดตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีสรรพคุณทางยา ดังนี้
ใบ รสเมา เป็นยาระบาย
เมล็ด รสขมเมา รักษาโรคผิวหนัง คั่วชงเอาน้ำกินบำรุงประสาท แก้นอนไม่หลับ แก้กษัย ขับปัสสาวะ แก้ตาแดง (ชงกิน) ตามัว ขับอุจจาระ แก้ตับอักเสบ แก้ตับแข็ง บำรุงกำลัง รูถ่ายเปิดปิดเอง ลดความดันโลหิตสูงเป็นการชั่วคราว บดผสมน้ำมันพืชทาแก้หิด กลาก เกลื้อน
ทั้งต้น (ราก, ต้น , ใบ, ดอก, ฝัก) รสเมา แก้ไข้ ขับพยาธิในท้อง แก้ไข้หวัด กล่อมตับให้อยู่ในสภาพดี ทำให้ตาสว่าง (ต้มเอาน้ำดื่ม)
เดือย มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ เดือยหิน มะเดือย ลูกเดือย เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า อายุปีเดียว ใบรูปหอก ยาวเรียว ปลายแหลม ผิวสาก ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ผลกลม เปลือกแข็ง สีข้าวนวล ปลูกเป็นอาหารในเขตร้อนทั่วไปชนิดที่มีเปลือกแข็งมากๆ เขาเรียกว่าเดือยหิน มีเนื้อน้อย ปลูกไว้เพื่อทำลูกประคำ เดือยมีสรรพคุณทางอาหารและยาดังนี้
เมล็ด รสมันเย็น แก้หลอดลมอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้น้ำคั่งในปอด แก้ปอดอักเสบ นำมาหมักได้แอลกอฮอลใช้รักษาโรคข้ออักเสบ เนื้อในเมล็ดใช้เป็นอาหารสำหรับคนฟื้นไข้ แก้เหน็บขา บำรุงแข็งขาให้แข็งแรง
ราก รสขื่น ชงดื่มขับพยาธิในเด็ก
ฉบับนี้เห็นจะพอกันแค่นี้ก่อนนะครับแล้วมาพบกันใหม่ฉบับหน้า มีข้อสงสัยประการใด ก็สอบถามกันมาได้นะครับที่ Mraksa@hotmail.com ขอให้ทุกท่านสุขภาพดี มีความสุตลอดกาลนาน นะครับ ด้วยรอยยิ้ม และความปรารถนาดีเช่นเดิมคร๊าบ..บ..บ

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

ว่าด้วย “ความรู้”

ไม่มีใครที่รู้อะไรๆ ไปหมดทุกอย่าง…และไม่มีอะไร ที่ไม่มีใครๆ รู้
มีแต่เรานั่นแหละที่ไม่รู้ว่า ใครรู้อะไร หรือใครไม่รู้อะไร
และ…อะไรที่ใครรู้ หรืออะไรที่ใครไม่รู้
บางคนไม่รู้อะไรๆ แต่ทำท่าว่ารู้…บางคนรู้ แต่ทำท่าว่าไม่รู้อะไรๆ
แต่ที่ว่ารู้นั้น จะรู้จริงหรือไม่…ก็ไม่รู้
ถึงจะรู้จริงๆ…แต่สิ่งที่รู้นั้น จริงหรือไม่…ก็ไม่รู้
อย่าว่าแต่ไม่รู้ว่าอะไร เป็นอะไร…แม้แต่ตัวเราเอง เป็นอะไร…บางทีเราก็ยังไม่รู้
จึงไม่ควรไปสรุปว่าใครรู้อะไร มากกว่าใคร…หรือใครไม่รู้อะไร มากกว่าใคร
แต่ควรจะพิจารณาในสิ่งที่เรารู้ ให้แน่ใจ…แน่ใจว่าควรจะรู้
เพราะเรามีเวลาไม่มากพอ ที่จะรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้
แม้กระนั้น เราก็มีเวลาน้อยเกินไป ที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งที่ควรรู้
จึงควรพิจารณาในสิ่งที่จะเรียนรู้ให้แน่ใจก่อนว่า…จำเป็นต้องรู้
ไม่ใช่อยากเรียนรู้เพราะใครๆ ก็รู้ เลยคิดเอา ว่าเราก็จำเป็นต้องรู้
บางทีจะดีกว่า ถ้าเรารู้ในสิ่งที่ไม่มีใครรู้
แต่จะดีที่สุด ถ้าเรารู้ในสิ่งที่…จำเป็นต้องรู้
เราจำเป็นต้องรู้อะไร ?…ก็การรู้ “ตัวเรา” นั่นแหละจำเป็นที่สุด ที่จะต้องรู้
แล้วตัวเราคืออะไร ?…อย่างแรกที่จำเป็นต้องรู้ คือ รู้ว่าตัวเรา…ไม่ใช่ตัวเรา
ถ้าเราไม่ใช่ตัวเรา แล้วเราเป็นใคร ?…ตัวเราไม่ใช่เรา…แล้วตัวเราก็ไม่ใช่ใครอีกด้วย
งั้นตกลงว่าเรา เป็นอะไร ?…เราก็เป็นแค่อะไรซักอย่างหนึ่งที่คิดเอาเองว่า เป็นเรา
แล้วไม่ได้เป็นเหรอ ?…อืม…จะว่าไม่เป็น ก็ไม่ได้…แต่จะว่าเป็น ก็ไม่ได้
…คือ…มันก็เป็นอย่างที่มันเป็น…ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดว่าเป็น…มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง
แล้วเราไม่ได้เป็นอย่างมันเหรอ ?…ก็เป็นอย่างมันนั่นแหละแต่ไม่ใช่ว่า เราเป็น…แค่คิดเอา ว่าเป็น
งั้นใครล่ะที่คิด…เราคิดไม่ใช่เหรอ ?…คิดก็คือคิด…คิดไม่ใช่เรา…เราไม่ใช่คิด…เราแค่รู้ว่าเราคิด
งั้นใครล่ะที่รู้…เราไม่ใช่เหรอที่รู้ ?…รู้ก็คือรู้…รู้ไม่ใช่เรา…เราไม่ใช่รู้…เราแค่คิดว่าเรารู้
ในเมื่อรู้ก็คือรู้ แล้วทำไมถึงเป็นแค่คิด ?…รู้ก็คือรู้ แต่ไม่มีใครรู้ มีแต่อาการรู้…แต่เราไม่รู้ เลยคิดว่ารู้
ทำยังไงถึงจะรู้ ว่ากำลังคิดว่ารู้ ?…เมื่อกำลังคิดก็ให้รู้ว่ากำลังคิด…กำลังคิด ไม่ใช่กำลังรู้
…ถ้าไม่รู้ว่า กำลังรู้ว่ากำลังคิด ก็จะคิดไปว่ารู้…แต่ความจริงก็คือไม่รู้ว่ากำลังไม่รู้ ว่ากำลังคิด
…คิดก็เกิดจากเหตุของคิด…คิดไม่ได้เกิดจากเรา…เราไม่ได้ทำให้เกิดคิด…อย่าไปคิดเลยว่า เราคิด
…คิดก็เกิดพร้อมๆ กับรู้ว่าคิด…แต่ไม่มีใครรู้…ไม่มีใครคิด…มีเพียงแค่ “คิด” กับ “รู้ว่าคิด”
แล้วใครล่ะที่รู้ว่าคิด ?…ถามซ้ำอีกแล้ว…บอกแล้วว่า…ไม่มี “ใคร” รู้…ไม่มี “ใคร” คิด…
แล้วมันมาจากไหนล่ะ ?…ก็บอกแล้วว่า…คิดก็เกิดจากเหตุของคิด…เช่นเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่าง…
…เมื่อมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก็จะมีอีกสิ่งหนึ่งที่รู้ว่ามีสิ่งนั้นเกิดขึ้น…แล้วทั้งสองสิ่งนั้นก็ดับไป…ก็แค่นั้น
แต่มัน “เกิด-ดับ” เร็วมาก…เจ้าสิ่งที่เข้าไปรู้นั้นมันเลยไม่รู้ว่าดับ…ดับทั้งตัวมัน และสิ่งที่มันรู้…
บางครั้งมันอาจจะรู้ว่าสิ่งที่มันรู้นั้นดับ…แต่มันไม่เคยรู้เลยว่ามันก็ดับไปพร้อมกันนั่นแหละ
เมื่อมันไม่รู้ว่ามันดับ…นั่นก็คือ…มันคิดว่ามันไม่ดับ…มันคิดว่ามันรู้…แต่มันไม่รู้ว่ามันไม่รู้
… … มันโง่ … …
มันเป็นใคร ?…มันก็คือ “ตัวกู” นี่แหละ
พอ “ตัวกู” เกิดบ่อยๆ…มันก็ชินในสิ่งที่มันทำบ่อยๆ…มันก็เก่งในสิ่งที่มันทำบ่อยๆ
แต่ว่า “มันโง่”…มันไม่รู้ว่ามันกำลังทำสิ่งโง่ๆ…เลยทำบ่อยๆ ด้วยความเคยชิน และ…เก่ง
ทำยังไงมันถึงจะ “ไม่โง่” ?…ก็แค่ทำให้มัน “รู้” ว่า…มันไม่ใช่มัน…เราไม่ใช่เรา…กูไม่ใช่กู
นี่แหละคือ “ความรู้” ที่จำเป็นที่สุด ที่จะต้องรู้…


ป.ล. : อ่านค่อยๆ (เดี๋ยวคนฟัง..บ้า)…ค่อยๆ อ่าน (เดี๋ยวคนอ่าน..บ้า)…อ่านด้วยใจ…(เดี๋ยวก็เข้าใจ)…

จากใจบอกอ...ขอต้อนรับสู่สปริง

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย เดือนเมษายนมีประเพณีที่สำคัญ คือ ประเพณีสงกรานต์หรือปีใหม่ของชาวเอเชียเรา มีการเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาลในพื้นที่ต่างๆ ขอโลก ทำให้อุณหภูมิในบางพื้นที่เริ่มร้อนขึ้น บางพื้นที่ร้อนมาก โดยเฉพาะในประเทศไทย หากแต่ไม่ใช่ร้อนแค่อากาศ บรรยากาศอย่างอื่นก็ร้อนด้วย จะร้อนอย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้ทุกคนใช้น้ำใจช่วยดับความร้อนอันนี้ให้หมดไป
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ไม่มีอะไรเป็นของกำนัลให้กับท่านผู้อ่านทั้งหลาย จึงขอนำบทกลอนของท่านพุทธทาส ฝากไว้เป็นข้อคิดหรือน้ำชโลมจิตใจให้คลายร้อน ดังนี้
ปีใหม่มี สำหรับดี กว่าปีเก่า
พืชมีเหง้า ครบปี ทวีหัว
ทั้งขนาด และจำนวน ล้วนเกินตัว
แต่คนชั่ว กลับถอยถด ดีลดลง
คือปีหน้า เลวลงกว่า ในปีนี้
ไม่กี่ปี จะหมดดี เพราะมีหลง
รู้สึกตัว ละชั่ว, เพราะเห็นตรง
ดีจะคง ดีขึ้นไป ชื่นใจเอยฯ
กลับมาพูดเรื่องวารสารของพวกเราดีกว่า ฉบับนี้ก็เป็นฉบับที่ ๒ หรือฉบับต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ(ในประเทศสหรัฐอเมริกา)ที่กำลังย่างกรายเข้ามา ปีนี้หลายมลรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องประสบภาวะหนาวเหน็บและความยุ่งยากจากสโนว์ที่มีมากเกินไป บางมลรัฐหิมะไม่เคยตกก็ตก เช่น มลรัฐฟลอริด้า บางมลรัฐไม่เคยตกเยอะ แต่ปีนี้ตกเยอะ เช่น แมรี่แลนด์, เวอร์จิเนีย และวอชิงตันดีซี เล่นเอาประชาชนในหลายพื้นที่ตั้งรับแทบไม่ทัน
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้คนทั่วโลกต่างกล่าวถึงเรื่องภาวะโลกร้อน(Global warming)และองค์กรต่างๆ พยายามรณรงค์ กระตุ้นเตือนให้ประชาคมโลกตื่นระวังเกี่ยวกับการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อโลกของเรา อันที่จริงเราต่างก็รู้เรื่องเหล่านี้ดีว่าควรทำอะไร อย่างไร แต่จะมีสักกี่คนที่ไม่หยุดอยู่แค่รู้ แต่ลงมือปฏิบัติจริง เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่เฮติต่อมาจนถึงชิลี ทำให้คนในโลกได้สำนึกมากขึ้นว่าเราทำลายธรรมชาติมากไปหรือเปล่า...เราควรจะทำสักอย่างเพื่อโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่...พวกเราต่างรู้ว่าจะทำอย่างไร เริ่มต้นจากตัวท่านก่อน ลำดับต่อมาคือคนในครอบครัว สังคม และประเทศชาติของท่าน แต่พวกเราจะเอาชนะมารร้ายในใจของพวกเราทำสิ่งที่ถูกต้องได้หรือป่าว...? หรือพวกเราจะให้ความฟุ่มเฟือย ความโลภ และความเห็นแก่ตัวทำลายโลกใบนี้และตัวเราในที่สุด
ช่วงเดือนเมษายน ชุมชนไทยในมลรัฐต่างๆ ของอเมริกามีการจัดประเพณีสงกรานต์ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางในการจัดงานแสดงวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามนี้ เป็นสิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญ และควรภาคภูมิใจในวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของตนเอง ชาวพุทธไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจในวัฒนธรรมและความเชื่อของตัวเอง แต่สิ่งที่เราไม่ควรภูมิใจคือการทำความชั่ว หรือเป็นคนชั่ว
วารสารฉบับนี้ยังคงอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระมากมาย อยากให้ผู้อ่านลองอ่านบทความแต่ละบทหลายๆ ครั้ง เพราะบางครั้งการอ่านก็ขึ้นอยู่กับเวลา อารมณ์ และบรรยากาศด้วยเหมือนกัน เคยสังเกตไหมว่า ภาพยนตร์บางเรื่องดูในเวลาหนึ่ง ช่วงอารมณ์หนึ่ง อาจจะคิดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราดูกับเพื่อน อาจจะคิดหรือมีมุมมองที่เปลี่ยนไป
ก่อนจะอำลากันไป ขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุข ความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ยิ่งๆ ขึ้นไป อย่าลืมละ ความสุข ความเจริญ ไม่ได้เกิดขึ้นเองนะ ต้องทำด้วยตนเอง ตามแบบฉบับชาวพุทธ....สวัสดี พบกันใหม่ฉบับหน้า

วารสารธรรมะทูโกฉบับเดือนมีนาคม(File word)

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

Dhamma Talks and Chanting Club in VA.

For more information just click here
http://forum.thai-institute.com/forum/topics/why-is-chanting-important-to

Why is chanting important to the Buddhists? The connection between chanting and meditation.

"In the first place, it is a way in which the teachings of the Buddha are brought to mind. The chants represent a significant number of Buddhist texts that can teach as well as inspire.

Secondly, chanting is important because it effects the purification of the mind in two ways. Chanting purifies insofar as the words are a guide for banishing evil from the mind and directing thoughts toward the true and the good.... Chanting was taught by the Buddha as a direct route to Enlightenment. In this regard, chanting can help develop the perfections of morality, resolution, truthfulness and generosity.

Thirdly, chanting serves to provide a kind of emotional relief from troubles of daily life and contemporary society. In the way in which it can calm and focus the mind it is somewhat akin to the more powerful sitting meditation. Furthermore group chanting not only provides emotional relief but also a sense of belonging and common purpose as the chanters together engage in the purification of their minds together.

Fourthly, chanting is important because it is a way of paying respect to the Triple Gem, the Buddha, the Dhamma, and the Sangha - the Enlightened One, the Path to Enlightenment, and the Community of Monks. For instance, it is out of respect and humility that we fold our hands and bow three times, first to the image of the Buddha, then to the Dhamma and, finally to the Sangha."

บทความพิเศษ “บทบาทพระธรรมทูตไทยในต่างแดน”
โดย ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี
เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พระพุทธศาสนาพันธุ์ใหม่ในอเมริกา (มุมมองของพระธรรมทูตไทย)

เมื่อพูดถึงความเจริญเติบโตของพระพุทธศาสนาในอเมริกา เราผู้ที่เป็นเจ้าของต้นตำหรับก็อดดีใจไม่ได้ เหมือนกับพ่อค้าแม่ขายที่นำเสนอสินค้าไปแล้วเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า ติดตามซื้อกันอย่างโกลาหล โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพระธรรมทูต ผู้ที่ทำหน้าที่ประกาศและเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าสู่จิตใจของประชาชน ก็ยิ่งภูมิใจใหญ่เลยที่มีผู้นับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น มีวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วสหรัฐอเมริกา

การที่พระพุทธศาสนาเข้ามาอยู่ในสังคมอเมริกันได้อย่างรวดเร็ว ก็อาจจะมีเหตุผลหลายประการที่เป็นสิ่งเอื้ออำนวยให้การแพร่ขยายของคำสั่งสอนไปถึงผู้นับถือได้อย่างรวดเร็ว เช่นการเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ และเครื่องบิน ซึ่งรวดเร็วกว่าการเดินเท้า และการใช้ล้อใช้เกวียนแบบสมัยโบราณอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้มีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยและรวดเร็วยิ่งกว่ากระพริบตาเสียอีก เช่น การส่งคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร และอินเตอร์เน็ต เวปไซด์ ไปรษณีย์อีเล็คทรอนิค(อีเมล์) ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนได้ทั้งสิ้น
นอกจากนั้นกระแสความนิยมพระพุทธศาสนาในอเมริกาก็มาจากตัวอย่างผู้คนในสังคมหลักที่ทำหน้าที่สื่อสารกับมวลชน เช่นพวกดาราภาพยนตร์ฮอลลีวูด ที่หันมานับถือพระพุทธศาสนา นักกีฬา นักดนตรี ที่มีชื่อเสียงและผู้คนอื่น ๆ ที่มีหน้ามีตาในสังคมอเมริกันประกาศตัวเป็นชาวพุทธ ล้วนแต่เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ให้พุทธศาสนาโดงดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว การนับถือพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นแฟชั่นเท่านั้น แต่เป็นการแซกซึมเข้าไปอยู่ในกระแสหลักของสังคมและวัฒนธรรมอเมริกันเสียแล้ว

ความภาคภูมิใจของชาวพุทธเอเซีย กับการขยายตัวของผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างรวดเร็ว และการที่เราจะฝากความหวังไว้กับสังคมอเมริกันให้ดูแลพระพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งที่เราควรจะนำมาวิเคราะห์ ตามหลักจิตวิทยา และในแง่สังคมแบบบริโภคนิยม และวัตถุนิยมสูงแบบคนอเมริกันคิด ชาวพุทธเอเชียอาจจะนึกไม่ถึงว่า มีจำนวนชาวอเมริกันไม่น้อยที่คิดว่า ตนเองเป็นชาวพุทธที่ดีกว่า จริงใจกว่า รู้เรื่องมากกว่าชาวเอเชียด้วยซ้ำไป เหตุผลที่เขากล่าวเช่นนี้ก็คงเป็นเพราะมาจากวัฒนธรรมพื้นฐานของคนอเมริกันที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก บวกกับนิสัยลึก ๆ ที่ติดตัวมาก่อนแล้วเรื่องการ เหยียดผิว และทนงตนว่าเป็นชาติอารยธรรมกว่าชาติอื่น ๆ ในโลก
พระพุทธศาสนาแบบอเมริกันสไตล์จึงเกิดขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ประกาศเป็น ลัทธิ หรือ เป็นนิกายที่ชัดเจนก็ตาม แต่แนวคิด และแนวทางปฎิบัตินั้นบ่งบอกออกมาในลักษณะเฉพาะตัว เช่น การไม่เน้นเรื่องการทำบุญให้ทาน เผื่อแผ่เจือจานแบบสังคมพุทธในทวีปเอเชีย สังคมอเมริกันมีอุดมคติว่า ทุกคนต้องช่วยตัวเอง ไม่ควรจะพึ่งรัฐ หรือผู้อื่นมากจนเกินไป และความคิดที่ว่า ไม่มีคำว่าฟรีในสังคมวัตถุนิยม ทำให้มีกลไกทางการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องในสังคมพุทธของชาวอเมริกันมากขึ้น เช่มเมื่อมีการตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นมาแล้วก็จะมีการโฆษณาตัวเอง เหมือนสินค้า หรือ การขายบริการ ซึ่งถ้าคิดดูให้ดี ๆ แล้วก็ไม่ต่างไปจากโรงแรม หรือสถานเริงรมย์ทั้งหลาย ถึงแม้จะไม่ทำในลักษณะที่น่าเกลียดเกินไปก็ตาม

สังคมอเมริกัน เป็นสังคมปัจเจกชนมากเกินไป ซึ่งทำให้พระพุทธศาสนาแบบอเมริกันเน้นหนักที่ตัวบุคคลอย่างแรงกล้า อาจจะทำให้ขาดมิติแห่งชุมชนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือ ที่เรียกว่า “สังฆะ” และอีกอย่างหนึ่งชาวพุทธอเมริกันบางกลุ่มยังปฏิเสธเรื่องการบวช อาจจะเป็นเพราะกลุ่มแรกที่เข้าไปศึกษาพระพุทธศาสนาสนใจแต่ในเรื่องปรัชญา และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงไม่ค่อยสนใจในเรื่องของนักบวชและพิธีกรรม เขามีความเห็นว่าการศึกษาพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติทางจิต ไม่จำเป็นต้องถือเพศบรรพชิต บางครั้งถ้าเรามองไปเฉพาะที่เป็นแก่นของพระพุทธศาสนาก็ลงมือปฏิบัติได้เลย ไม่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมมากนัก แต่ว่าต้นไม้ใหญ่นั้นก็ต้องมีทั้งเปลือกและแก่น ถ้าไม่มีเปลือกห่อหุ้มแก่นก็อยู่ไม่ได้ จะเห็นว่าในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา การบวชเป็นสถาบันหนึ่ง หรือ เป็นพุทธบริษัทหนึ่งที่พระพุทธองค์ฝากพระพุทธศาสนาไว้ให้ช่วยกันจรรโลงและเผยแผ่ เพราะว่ามีนักบวชนี่แหละ จึงทำให้สามารถรักษาคำสั่งสอนและวิถีชีวิตแบบพุทธเอาไว้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้

หันมามองพุทธศาสนาแบบไทยในอเมริกา
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งธรรมทูตศาสนาแรกของโลก แต่พระธรรมทูตในพระพุทธศาสนาไม่ต้องการที่จะไปเปลี่ยนศาสนา หรือ ความเชื่อของใคร หากแต่ประสงค์เพื่อที่จะแบ่งบันความสุขสงบร่มเย็นภายในให้แก่เพื่อนร่วมโลก คือ เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกคน
งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบไทย ได้เริ่มขึ้นไม่นานคือประมาณ ๓๐ กว่าปีมานี้เองที่ได้มีการสร้างวัด และศาสนสถานขึ้นมาในชุมชนคนไทยตามรัฐต่าง ๆ ทั่วอเมริกา และงานเผยแผ่ หรือ วัตถุประสงค์ในการสร้างวัดในยุคแรกก็เพื่อสนองความต้องการของชุมชนเท่านั้น เรียกว่าพระสงฆ์มาทำหน้าที่รักษา “ศรัทธา” ของชาวพุทธที่ต้องการที่จะมีวัด หรือ มีพระสงฆ์ที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้แก่ชุมชนนั้น ๆ และก็เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ยังไม่เป็นระบบ แม้แต่การคัดเลือกพระธรรมทูตที่จะให้มาปฏิบัติศาสนกิจก็เดินทางมาตามครูบาอาจารย์ที่เคยมาอยู่ก่อนแล้วเท่านั้น ไม่ได้คัดสรรคุณภาพ หรือ ความต้องการของชุมชน

งานอบรมพระธรรมทูตอย่างเป็นระบบได้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และกรมการศาสนา จัดเป็นหลักสูตร อบรมพระสงฆ์ที่ต้องการจะไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ และต่อมาได้พัฒนาหลักสูตรและวิธีการสอบคัดเลือก เพิ่มกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากมายจนได้พระธรรมทูตในอุดมคติ ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้อบรมผ่านไปแล้ว ๑๕ รุ่น
งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยพระธรรมทูตรุ่นใหม่ก็ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และผลที่ได้รับยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร เพราะเกิดจากปัญหาและอุปสรรคหลาย ๆ อย่าง และประเด็นหลักก็เพื่อรักษาศรัทธาของคนชาติเดียวกันมากกว่าที่จะมุ่งเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างชาติ และส่วนใหญ่ในการสร้างวัด เพื่อประะกอบพิธีกรรมให้กับคนไทย หรือ ชาวพุทธที่นับถือพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ลาว เขมร เวียตนาม จีน และวัดไทยในชุมชนคนไทยในต่างแดนกลับทำหน้าที่เพื่อเป็นตัวแทนแห่งวัฒนธรรมไทย แทนที่จะนำหลักธรรมเข้าสู่จิตใจอย่างลึกซื้ง
อยากจะขอนำคำพูดของครูบาอาจารย์หัวหน้าโครงการพระธรรมทูต มจร.ของเราที่เคยให้ฉายาพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกาว่า “พระธรรมทูตแบบกระทิงแดง” หมายความว่า พระธรรมทูตที่มาทำหน้าที่ส่วนใหญ่จะสนองความต้องการของคนไทย และคนเอเชียเท่านั้น เหมือนเครื่องดื่มชูกำลังชนิดหนึ่งยี่ห้อ กระทิงแดง มีการโฆษณาว่า เดี๋ยวนี้มีการส่งขายทั่วโลก แต่ปรากฏว่าผู้ที่ซื้อดื่ม ก็คือคนไทย และคนที่อพยพไปจากเอเชียด้วยกัน ประชาชนเจ้าของถิ่น เจ้าของประเทศเขาไม่ซื้อดื่มกันเท่าไร

ส่วนพระธรรมทูตในอุดมคติ และเป็นที่หวัง ที่พึงปรารถนา คือ พระธรรมทูตแบบ “ต้มยำกุ้ง” หรือ พระธรรมทูตแบบ “ผัดไทย” คือสามารถทำงานเผยแผ่กับชาวบ้านท้องถิ่นได้ คือมุ่งที่เจ้าของประเทศไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน หรือ ยุโรป ก็ตามได้เห็นคุณค่า และนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ นั่นแหละจึงจะเป็นเหมือนคนไทยที่มาตั้งร้านอาหารไทยในต่างแดน แล้วโฆษณาอาหารไทย โดยเฉพาะต้มยำกุ้ง หรือ ผัดไทย ให้ฝรั่งได้รู้จัก ซึ่งเป็นอาหารโปรดของชาวอเมริกัน และซื้ออาหารไทย(แพง ๆ) กินกันอย่างติดอกติดใจ อยากจะเห็นพระธรรมทูตไทยทำงานในเชิงรุก (ไม่ใช่ไปเปลี่ยนศาสนาเขา) แต่นำความสุขไปให้เขาได้ ความจริงสังคมอเมริกันก็มีปัญหาทางด้านจิตใจมาก ถ้าเขาได้ลิ้มรสพระธรรม จนสามารถแก้ทุกข์ได้ ก็นั่นแหละพระพุทธศาสนาจึงจะแทรกเข้าไปสู่จิตใจ และเข้าสู่สังคมอเมริกันได้อย่างผสมกลมกลืน
นี่เป็นมุมมองหนึ่ง เป็นทัศนะส่วนตัวในฐานะที่เป็นพระธรรมทูตอยู่อเมริกามา ๑๘ ปีได้ทำงานตามหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ไทย และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตามความสามารถอันน้อยนิด แต่ก็ภูมิใจในตัวเองอย่างน้อยก็ได้นำธรรมะมาสู่ดินแดนส่วนนี้มาจุดประกายไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง พระธรรมทูตรุ่นใหม่ได้มีกำลังใจได้สานต่อซึ่งปณิธาณของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้เริ่มไว้ดีแล้ว ได้สร้างชุมชนไทยให้มั่นคงโดยมีวัดไทยเป็นศูนย์กลางสืบไป.

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

## THE COUNCIL OF THAI BHIKKHU IN THE U.S.A. 2008 ##

วงการสงฆ์ไทยในต่างแดนสุดเศร้า เจ้าอาวาสวัดไทย ในเมืองวิลโดมาร์ สหรัฐอเมริกา อายุยังไม่ถึงครึ่งร้อย ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย แต่กำลังใจดีหลังรู้ตัวว่าจะอยู่ดูโลกอีกได้ไม่ถึงเดือน จัดพิธีทำบุญเตรียมตัวลาตาย เพื่ออนุโมทนาบุญกุศลก่อนจากโลกนี้ โดยเชิญคนไทยร่วมทำบุญมหาสังฆทาน

เรื่องราวสะเทือนใจวงการสงฆ์ในต่างแดน เมื่อพระสงฆ์ไทยซึ่งเป็นพระธรรมทูตในสหรัฐอเมริกาป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย แล้วเตรียมทำบุญลาตายด้วยการเชิญญาติโยมร่วมในพิธีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.พ. โดยมีการฟอร์เวิร์ดเมล์ต่อๆ กันบนอินเตอร์เน็ต แจ้งข่าวการทำบุญลาตายครั้งสุดท้ายของพระธรรมทูตไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า นับเป็นเรื่องน่าสลดใจ แต่ก็ชื่นชมในกุศลเจตนาของพระมหาสมโภช ฐิติญาโณ นามสกุล ศรีพันธุ์ วิทยฐานะ ป.ธ.3, พธ.บ. สังกัดวัดเมืองไทย วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ขณะเดียวกันยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดรัตนปัญญา เมืองวิลโด มาร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศเชิญชวนให้ทุกคนไปร่วมทำบุญถวายมหาสังฆทาน พระสงฆ์ 149 รูป เนื่องในวันเจริญมรณสติ หรือทำบุญลาตาย ในวันอาทิตย์ที่ 7 มี.ค. 2553

เนื้อหาในฟอร์เวิร์ดเมล์ระบุถึงสาเหตุการลาตายว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2553 โรงพยาบาล Riverside Hospital Califonia ได้ตรวจพบว่า พระมหาสมโภช ฐิติญาโณ เป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย อาจมีชีวิตอยู่ได้ประมาณหนึ่งเดือน ด้วยเหตุนี้พระมหาสมโภช ฐิติญาโณ ซึ่งเป็นพระภิกษุอาพาธ จึงปรารถนาที่จะทำบุญอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่ความตายจะมาถึง โดยจะทำบุญถวายมหาสังฆทานแก่พระสงฆ์จำนวน 149 รูป ในวันอาทิตย์ที่ 7 มี.ค. 2553 นี้ ที่วัดรัตนปัญญา

สำหรับกำหนดการทำบุญลาตายของพระมหาสมโภช ซึ่งได้มีการจัดพิมพ์เอกสารแจกจ่ายไปทั่ว ระบุว่าวันที่ 7 มี.ค.2553 เวลา 09.30 น. พระสงฆ์จำนวน 149 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เวลา 10.30น.พระสงฆ์ 49 รูป ออกรับบิณฑบาต เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์ 149 รูป เวลา 13.00 น. แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องเตรียมตัวก่อนตาย โดยพระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) เวลา 14.00 น. พระสงฆ์มาติกาบังสุกุล/ถวายมหาสังฆทาน พระสงฆ์อนุโมทนา/กรวดน้ำรับพรเป็นเสร็จพิธี

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ในเว็บไซต์ alittlebuddha.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์วงการสงฆ์ของคนไทยในลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เคยรายงานข่าวชิ้นนี้ว่า ได้รับการเปิดเผยขึ้นในการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ที่วัดมงคลรัตนาราม เมืองแทมปา รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 22 มกราคม 53 ว่า พระมหาสมโภช ฐิติญาโณ ไม่สามารถไปร่วมประชุมได้ เพราะต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกะทันหัน จากอาการปวดท้องและอาเจียนอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ตกเย็นเวลา 19.00 น. เห็นว่าอาการคงจะอันตราย พระสงฆ์วัดรัตนปัญญาและญาติโยมจึงนำส่งโรงพยาบาลริเวอร์ไซด์ ทราบจากหมอว่าเป็นมะเร็งในตับ อาการอยู่ในขั้นที่ 4 การเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยจึงถูกตัดออกไปโดยปริยาย

ในเว็บไซต์ระบุว่าได้มีการสัมภาษณ์พระมหามานพ ปญฺญาวชิโร พระอาวุโสในวัดรัตนปัญญา ว่า มีผู้เสนอให้นำตัวกลับไปรักษาที่เมืองไทย แต่ช่วงนี้ยังไม่สามารถเดินทางได้ คณะสงฆ์และญาติโยมจึงจะขอนำตัวท่านเจ้าอาวาสออกจากโรงพยาบาล เพื่อมาบำบัดด้วยวิธีแผนโบราณที่วัดรัตนปัญญา ขณะที่พระสมโภชยังหัวเราะพูดคุยได้สบายๆ ทั้งที่อาการอยู่ในขั้นสุดท้าย พร้อมบอกว่า ลูกศิษย์ปัญญานันทะซะอย่าง ไม่เคยกลัวตาย

ด้านพระครูศรีวิเทศธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส เมืองริเวอร์ไซด์ ในฐานะรองเลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐที่โทรศัพท์ข้ามประเทศไปสอบถามว่า พระมหาสมโภช เป็นพระนักวิชาการ เป็นพระดี เป็นที่รักของพระผู้ใหญ่และเพื่อนๆ อีกทั้งมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพนับถือมากมาย ทราบว่ามีพระบางรูปเดินทางไปเยี่ยมท่านแล้ว เขาบอกว่ากำลังใจของท่านดีมาก ยังหัวเราะได้ ปฏิเสธที่จะรักษาด้วยการใช้เคมีบำบัด แต่ใช้วิธีรักษาแบบธรรมชาติแทน

พระมหาธวัชชัย คุณากโร พระธรรมทูตสายต่างประเทศ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี และเจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา นันทาราม เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีความสนิทสนมกันกล่าวว่า พระมหาสมโภช เป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศรุ่นที่ 1 จากวัดชลประทาน รังสฤษฏ์ ปัจจุบันอายุ 48 ปี ก่อนเดินทางมาสร้างวัดรัตนปัญญา ในเมืองวิลโดม่าร์ เคยสังกัดวัดพุทธธรรม เมืองฮินส์เดล รัฐอิลลินอยส์ มาก่อน ขณะนี้กำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เดอะ เวสท์ เมืองโรสมีด ทราบจากเพื่อนพระสงฆ์ที่สหรัฐอเมริกาว่า ท่านป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ กำลังใจดีมาก เพราะยึดตามแนวคำสอนของท่านพุทธทาส และทราบว่าได้เตรียมทำบุญลาตายครั้งสุดท้าย ถือว่ามีจิตใจเข้มแข็งมาก แสดงให้เห็นแล้วว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา

ขอกุศล ผลบุญ หนุนประชิด
จงออกฤทธิ์ พิชิตภัย ให้เหือดหาย
สรรพทุกข์ สรรพโศก พร้อมโรคภัย
จงเหือดหาย ไปเสียสิ้น จากอินทรีย์

ขออำนาจ คุณพระพุทธ พิสุทธิ์ล้ำ
คุณพระธรรม พร้อมพระสงฆ์ ผู้ทรงศีล์
จงบันดาล ให้โรคฝ่อ ต่อชีวี
จงอย่ามี อวสาน ผ่านพ้นภัย

ถึงไม่หาย จงทุเลา เพลากำลัง
พอเป็นทาง ให้ลุถึง ซึ่งเป้าหมาย
ได้ประกาศ ศาสนา พระจอมไตร
เป็นแรงใจ ของโยมญาติ ประกาศธรรม...เทอญ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

“ โอกาส ”


สมัยเป็นนักศึกษาเรียนอยู่ที่ประเทศอินเดีย ได้พักอาศัยอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา ที่หน้ากุฏิของหลวงพ่อเจ้าอาวาสมีกลอนบทหนึ่งเขียนติดไว้ว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตามแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย”
ทำไมผู้เขียนจึงเกริ่นนำด้วยกลอนบทนี้ เพราะมันเกี่ยวพันกับบทความที่กำลังจะเขียนนะซิครับ มาดูว่าเกี่ยวยังไง เกิดเมืองไทย ไปอินเดีย จากอินเดีย และมาอเมริกา ไปอยู่ที่ไหนก็รู้สึกรักและผูกพันกับประเทศนั้นเสมือนหนึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตน ผู้เขียนมองเห็นทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีของแต่ละที่ เราต้องยอมรับอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่า แต่ละที่แต่ละแห่งต่างก็มีจุดดีและจุดด้อยแตกต่างกันไป ไม่มีที่ไหนที่สมบูรณ์แบบที่สุดหรอก ว่าไหม ? เพราะคนเรายังไม่สมบูรณ์ แต่ประโยชน์อะไรกับการมองในแง่ร้ายเล่า เรามองหาจุดดีของแต่ละที่ดีกว่าไหม เรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นแล้วนำมาปฏิบัติตามจะไม่ดีเหรอ เรียกว่า “ ร่อนแร่หาทอง ”
ทำไมเขียนเกี่ยวกับอเมริกาละ เพราะตอนนี้อยู่อเมริกา และที่สำคัญอยากให้เรียนรู้ร่วมกันว่า เหตุใดประเทศแห่งนี้ จึงสามารถพัฒนาจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกได้ในยุคปัจจุบัน ผู้เขียนคิดว่า ถ้าไม่มีอะไรดี หรือไม่แน่จริง คงไม่สามารถพัฒนาได้ขนาดนี้หรอก แล้วอะไรละที่เป็นคุณสมบัติเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เราต้องมาศึกษาและเรียนรู้ร่วมกัน
ในตอนแรกนี้ อยากจะพาไปรู้จักอเมริกาว่า ทำไม อเมริกา จึงเป็นจุดหมายปลายทางของชนหลายชาติ หลากภาษา (America destination) ซึ่งต่อมามีคำเรียกประเทศแห่งนี้ว่า เป็นเบ้าหลอมทางเชื้อชาติ วัฒนธรรมประเพณีจากที่ต่างๆ ทั่วโลก(Melting Pot) หรือถ้าเป็นคนอังกฤษก็จะเรียกประเทศแห่งนี้ว่า โลกใหม่ (New World) ผู้เขียนเคยดูสารคดีเรื่อง จุดหมายปลายทาง คือ อเมริกา(America Destination)ในสารคดีนั้นมีเรื่องราวของคนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่า เหตุใดเขาจึงพากันอพยพมาอยู่ ณ ประเทศแห่งนี้ บางคนหนีความยากจน บางคนหนีภัยการเมือง บางคนหนีปัญหาการกดขี่ทางเชื้อชาติ ศาสนา เพราะพวกเขาเชื่อว่าประเทศแห่งนี้มีโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ได้
มีประโยคฮิตที่ใช้ประกาศอิสรภาพของประเทศอเมริกาที่เขียนโดยโทมัส เจฟเฟอสัน(Thomas Jefferson)ประธานาธิบดีคนที่ ๓ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน (All men are created equal)ในด้านสิทธิเสรีภาพ หรือถ้าจะพูดว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่ขัดกับตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง
โอกาสถือว่าเป็นคำยิ่งใหญ่ในประเทศอเมริกานี้ เพราะทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการที่จะคิด พูด และทำในสิ่งที่ไม่ขัดกับกฏหมายบ้านเมือง ผู้เขียนชื่นชมสังคมแห่งนี้ที่ยกย่องชื่นชมคนเก่งและให้เกียรติคนดี อย่างคำพระท่านว่า “ นิคคัณเห นิคคะหาระหัง ปัคคัณเห ปัคคะหาระหัง ข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ”
คนทำความดีก็ต้องยกย่องสรรเสริญ คนเก่งก็ต้องให้เกียรติ เพราะการทำอย่างนี้จะเป็นการให้กำลังใจคนดีและคนเก่ง ให้รักษาความดีและพัฒนาความสามารถของตนยิ่งๆ ขึ้นไป คนในสังคมจะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับค่านิยมที่สังคมกำหนดให้ด้วย สังคมจึงควรนิยมคนเก่งและดี เพื่อที่จะได้เป็นตัวอย่างแก่คนอื่นยิ่งๆ ขึ้นไป
เมื่อนายโบรัค โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ ๔๔ ของอเมริกา นั้นเป็นข้อพิสูจน์คำว่า โอกาส ได้ดีที่สุด เพราะถ้าทุกคนในประเทศแห่งนี้มีความเพียรพยายามและตั้งใจจริงที่จะทำหรือเป็นอะไร ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำหรือเป็น
คำว่า โอกาส คำนี้จึงเป็นคำที่คนในประเทศแห่งนี้ยกย่องเชิดชู พร้อมทั้งเปิดทางให้แก่คนที่ชอบแสวงหาโอกาส คนเราทุกคนควรจะให้โอกาสแก่ตนเองและผู้อื่น และควรแสวงหาโอกาสที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตน แต่อย่ามัวรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหาเราอย่างเดียวละ ควรจะเดินเข้าไปโอกาสด้วย
ท่านผู้อ่านละ คิดเหมือนกันไหม ?

ดวงตาเห็นธรรม@ธรรมะทูโก

สุข-ทุกข์ อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นสากล




วันนี้อยากจะเล่าถึงความรู้สึกของผมเองนะครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งที่เห็นอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ชัดเจนสุดที่ก็น่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่เฮตินั่นแหละครับ แม้ว่าจะผ่านไปนานนับเดือนแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมและใครหลายๆ คนนั้นยังมิอาจลืมเลือนไปได้เลย ถึงแม้จะพิจารณาให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า ทุกชีวิตล้วนแล้วแต่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตามที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยพร่ำสอนมา แต่ก็มิอดมิได้ครับที่อารมณ์แห่งความทุกข์มันผุดขึ้นมานั่งอยู่กลางใจ จนไม่อาจที่จะอยู่นิ่งเฉยได้ ทั้งพยายามช่วยเหลือในสิ่งที่ตัวผมเองพอจะทำได้บ้าง ด้วยการบริจาคเงินแก่ผู้ประสบภัยในนามสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา จำนวน ๑๐๐ เหรียญสหรัฐ ซึ่งหากจะว่าไปแล้วก็เป็นเพียงจำนวนเงินอันน้อยนิดก็ตามที แต่ก็ทำให้สบายใจได้ว่า เราก็เป็นคนหนึ่งที่ขอมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น



มีคนกล่าวว่า “ความรู้สึก” หรือ Sentiment ถือว่าเป็นสากล หรือเป็นความรู้สึกมวลรวมที่ขอเรียกว่า GNS (Gross Nation Sentiment) ที่ไม่แบ่งแยกว่าคุณจะเชื้อชาติ ผิวพรรณ ภาษา ศาสนา เพศ หรือวัยใดก็ตาม แม้กระทั่งสัตว์ใหญ่น้อยก็ย่อมมีความรู้สึกที่เป็นสากลนี้เช่นกัน ที่กล่าวเช่นนี้หมายถึงว่าไม่มีความสุข, เศร้า, เหงา, ทุกข์ ฯลฯ แบบพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือศาสนาอื่นใด หากแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นสากล ที่ทุกคนล้วนแล้วแต่เคยประสบพบเจอและสัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อยแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย เช่น หากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้หากมีพ่อ แม่ เพื่อน แฟน หรือกิ๊กรวมอยู่ในนั้นด้วย เราก็จะรู้สึกถึงทุกข์ร้อนก้อนขนาดใหญ่เกิดขึ้นคับอกคับใจของเรา จนแทบที่จะทนทานไหว บางคนก็ต้องร้องไห้ฟูมฟาย เสียอกเสียใจกันไปนานแสนนาน



แต่ในขณะเดียวกันหากไม่มีบุคคลอันเป็นที่รักดังกล่าว หรือเราไม่รู้จักใครเลยในประเทศเฮติ ความทุกข์มันก็จะเล็กไปหรืออาจจะไม่ทุกข์ด้วยซ้ำ เพราะอะไรนะหรือครับ เพราะว่ามันเกิดขึ้นไกล ญาติพี่น้องเราก็ไม่ใช่ หลายคนคิดแบบนี้จึงรู้สึกเฉยๆ กับเหตุการณ์นั้นครับ พูดง่ายๆ ก็คืออะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา แม้จะเป็นเรื่องเล็กก็กลับกลายเป็นทุกข์หนักได้ แต่ถ้าอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราก็แทบจะไม่ทุกข์ หรือทุกข์ไม่เป็นเลยเสียด้วยซ้ำ เปรียบเหมือนสิวขึ้นบนใบหน้านั่นแหละครับ คนที่สำอางหน่อย แต่งเนื้อแต่งตัว รักษาผิวพรรณหน้าตาเสมอก็จะทุกข์หนัก ต้องกังวลใจว่าจะหายาหรือครีมชนิดไหนมาทาให้หาย ทุกข์ก็เลยเกิดขึ้นจากเล็กน้อยก็กลายเป็นใหญ่โต ยอมเสียตังค์ได้โดยไม่ลังเล นั้นเพราะทุกข์นั้นมันเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง



แต่พอเปรียบเทียบกับคนตายมากมายมหาศาลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เฮติ หรือเอาง่ายๆ แม้กระทั่งเกิดสึนามิที่ภาคใต้ของประเทศไทย ใครไม่มีญาติพี่น้องหรือคนที่เกี่ยวข้องล้มหายตายจากในครั้งนั้น ก็ไม่เคยเลยที่จะหลั่งน้ำตาหรือทุกข์ทรมานเลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วจะไปกล่าวถึงอะไรกับคนตายในประเทศเฮติล่ะ แต่เดี๋ยวก่อนครับ เรามาลองพิจารณากันดูก่อนมั้ยว่าจริงๆ แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับเราบ้าง ผมเชื่อว่าหากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ด้วย โยนิโสมนสิการ คือการคิดอย่างแยบคาย พิจารณาอย่างถี่ถ้วน เราก็จะได้อะไรหลายๆ อย่างจากเหตุการณ์ที่เฮติ “อารมณ์” ไงครับ สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ อารมณ์ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างล่ะ ลองมาสำรวจที่ตัวเราเองดูสิครับ ว่าหลังจากได้เห็นภาพข่าวทางทีวี หรืออ่านหนังสือพิมพ์ เรามีความรู้สึกทุกข์มั้ย? เราสุขรึป่าว? หรือเราเสียใจ หรือว่าเราเฉยๆ อารมณ์เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็น “ความรู้สึก” ทั้งนั้นแหละครับ วันนี้อยากให้ทุกท่านมาลองพิจารณาความรู้สึกของตัวเองกันนะครับ ว่าอารมณ์ความรู้สึกไหนที่มันเกิดขึ้นแล้วใจเราเป็นอย่างไร เราจะพิจารณาอย่างไร อันนี้สำคัญมากนะครับ เพราะส่วนตัวผมแล้วถือว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ของชีวิตเลยแหละ







อารมณ์ มีลักษณะที่ เปลี่ยนแปลง ~ ปรวนแปร ~ เกิด ~ ดับ แถมบางครั้งก็ บีบคั้น อีกต่างหาก ทั้งที่จับต้องไม่ได้ แต่...ส่งผลกับใจเราอย่างรุนแรงทีเดียว ไม่เชื่อก็ลองนึกถึงยามที่คุณอยากได้อะไรบางอย่างแล้วไม่ได้ว่า...ใจเราร้อนรุ่ม แสนกระวนกระวายเพียงใด และ..เพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่างนั้นมา ใจเราก็บีบคั้นตัวเองให้วิ่งตามกิเลส สนองความอยาก..ไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวตามสิ่งนี้ เดี๋ยวอยากได้สิ่งนั้น สมคำกล่าวที่ว่า.. “ใจเป็นใหญ่, ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” อย่างนี้แล้ว ใจที่วิ่งวน เดี๋ยวอยาก เดี๋ยวปฏิเสธ จะเหน็ดเหนื่อย น่าสงสารสักเพียงใด..



ถ้าอารมณ์ทุกข์หรือสุขเกิด เรามองเห็น ก็ให้พิจารณาทุกข์-สุขนั้น อย่าเพิ่งปล่อยให้ใจแสดงอารมณ์ออกมานะครับ อยากให้พิจารณาเป็นขั้นตอนไป นั่นคือ เมื่อเราเห็นทุกข์-สุขแล้ว ใช้ ปัญญา ที่มีมาเป็นอาวุธคู่กายนี่แหละ พิจารณาให้ถ้วนถี่ถึงผลได้ผลเสีย ผลดีผลเลว ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา ถ้าเราส่งผ่านอารมณ์นั้นๆ เข้าไปสู่จิตใจของเรา หากว่ากันตามขั้นตอนแล้วมันไม่ยากเลย เหมือนกับการเดินขึ้นบันไดนั่นแหละครับ ก้าวไปทีละขั้น หมั่นพิจารณาแบบนี้ทุกๆ อารมณ์ เราก็จะเข้มแข็งมากขึ้นครับ



หากใครเผลอตัวปล่อยใจให้รับรู้อารมณ์ที่เกิดทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้พิจารณา ปัญญายังไม่ถูกใช้ จนเกิดอารมณ์แสดงออกมา ก็อย่าให้เกิดบ่อยครับ หมั่นฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเดียวก็ชำนาญ อะไรก็ตามที่ฝึกฝนบ่อยๆ จะมีความแคล่วคล่องว่องไว ชำนาญในการรับรู้ พิจารณา ก็จะส่งผลดีกับตัวเราเองนั่นแหละครับ เผลอๆ จะส่งผ่านอารมณ์นั้นๆ ไปให้กับคนรอบตัวได้ด้วย มันเป็นอัตโนมัตินะครับ อารมณ์เนี่ย มองไม่เห็น แต่มันส่งผ่านกันได้ง่ายๆ



ลองสังเกตเวลาที่เรามีความสุข คนรอบข้าง พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน แฟน หรือแม้กระทั่งหมาแมวก็รับรู้ได้ถึงความสุขนั้นได้ แต่หากวันใดอารมณ์บูด ใครจะพูดอะไรก็ไม่เข้าหู อารมณ์ต่างๆ มันจะแผ่ซ่านออกมาจากตัวเราเอง ใครต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นก็ล้วนแล้วแต่สัมผัสได้เช่นกัน เผลอๆ หมาแมวไม่เข้าใกล้ด้วยซ้ำ ก็ให้หมั่นฝึกเอาไว้นะครับ อย่าให้อารมณ์เป็นเจ้านายตัวเอง เราต่างหากที่จะต้องเป็นเจ้านายของอารมณ์ มีพุทธวจนะในธรรมบทชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึงการฝึกจิตให้เอาชนะอารมณ์ของตนเอง จึงขออาราธนามาปิดท้ายกันวันนี้ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านมีปัญญา ได้ดวงตาเห็นธรรม โดยทั่วหน้ากันครับ



อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ

เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ

ตทชฺชหํ นิคฺคหิสฺสามิ โยนิโส

หตฺถึ ปภินฺนํ วิย องฺกุสคฺคโห ฯ ๓๒๖ ฯ



เมื่อก่อนใจข้าได้ท่องเที่ยวไปในอารมณ์

ตามปรารถนา ตามความใคร่ ตามสบาย

ต่บัดนี้ ข้าจักบังคับมันด้วยโยนิโสมนสิการ

เหมือนควาญช้างถือขอ บังคับช้างที่ตกมัน




Formerly this mind went wandering

Where it liked, as it wished, as it listed.

I will now control it with attentiveness

As the driver with his hook a wild elephant.


ธรรมะสวัสดี

ว่าด้วย “ความรัก”

ว่าด้วย “ความรัก”

วันแห่งความรัก (วันอื่นๆ ไม่ได้รักเหรอ)…เดือนแห่งความรัก (เดือนอื่นๆ ไม่ได้รักเหรอ)…ความรักอยู่ไหน ?…ทำไมต้องถามหาความรัก…จริงๆ แล้ว ควรจะ “หา” ให้เจอมัน…หรือว่า ควรจะ “ทำ” ให้มันมี ?


ถ้าจะพูดกันเรื่องความรัก…อันดับแรก ต้องมาระบุลงไปให้ชัดเจนก่อนว่า เป็นรักของใคร…ความรักที่จะพูดถึงนั้น เป็นความรักของตนเอง หรือเป็นความรักของคนอื่น…และที่ว่าเป็นความรักของตนเองนั้นน่ะ…รักใคร ?…เป็นการรักตนเอง (ตนเองรักตนเอง) หรือเป็นการรักคนอื่น (ตนเองรักคนอื่น)…แล้วที่ว่าเป็นความรักของคนอื่นนั้นก็เช่นกัน…รักใคร ?…เป็นการรักตนเอง (คนอื่นรักตนเอง) หรือ เป็นการรักคนอื่น (คนอื่นรักคนอื่น)…อย่ามาทำหน้างง !!! - อ่านใหม่ซะดีๆ


มางงต่อ…ถ้าจะไปพูดถึงความรักของคนอื่น…ก็จะเป็นแค่ “ดีแต่พูด”…คือเข้าไปจัดการอะไรไม่ได้หรอก…ได้แต่คาดว่า มันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันควรจะเป็นอย่างนี้…คนนี้ควรจะไปรักกับคนนั้น คนนั้นไม่ควรจะไปรักกับคนโน้น คนโน้นควรจะมีความรักแบบนี้ ๆ ๆ…วิเคราะห์วิจารณ์กันไปใหญ่โต…แล้วก็…นั่งดูมันต่อไป…ก็จะไปทำอะไรได้เล่า…มันตัวเราที่ไหน มันของเราที่ไหน…ต่อให้มันเป็นตัวเรา เป็นของเรา ก็เถอะ…แล้วไง…จัดการกะมัน “เป็น” รึเปล่า…ร้องไห้ขี้มูกโป่งกันมากี่รอบแล้วล่ะหือ ?…อย่ามาตีหน้าซื่อ ทำไร้เดียงสา - รับสารภาพมาซะดีๆ


เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดถึงความรัก ต้องเป็นความรักของตนเอง “เท่านั้น”…จะได้ไม่ต้องไป “คาดว่า”…เพราะถ้าผิดคาดก็ เป็นทุกข์…หรือถ้าเป็นไปตามคาดก็ อาจจะเป็นสุข…แต่ก็เป็นการรอ “สุข” จากคนอื่นเขาอยู่ดีแหละ-ใช่มั๊ย…ทำไมไม่ทำเองล่ะ ทำไมต้องรอจากคนอื่น…ความสุขของเรา เราทำขึ้นเอง สร้างกันเองก็ได้…มาดูโครงสร้างและวิธีทำความรัก (ของตนเอง)
แบ่งออกเป็น…ตนเองรักตนเอง ๑…ตนเองรักคนอื่น ๑


ตนเองรักตนเอง…ฟังดูเหมือนจะง่ายๆ หรือดูจะคล้ายๆ “เห็นแก่ตัว” แต่นี่คือเบื้องต้นแห่งความรัก…ถ้ารักตนเองยังรักไม่เป็น ก็อย่ามาพูดเลยว่าจะไปรักคนทั้งโลกได้…การรักตนเอง ก็คือการรู้จักดูแลรักษาตนเอง…ทั้งกายและใจ…คือหมั่นทำความสะอาด หมั่นออกกำลัง ทั้งกายและใจ…สรุปว่า…ต้องทำตนเองให้สะอาดและแข็งแรง - ทั้งกายและใจ

ทางกาย - มักจะบอกว่า ก็รู้ๆ กันดี แต่จะมีซักกี่คนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ…เหนื่อย-เมื่อย-เพลีย-ไว้พรุ่งนี้ก็ได้…เรื่องความสะอาดก็เหมือนกัน…อย่าว่าแต่จะอาบน้ำ…พอกลับถึงบ้านก็ดิ่งเข้าห้องนอน พอหัวถึงหมอนก็หลับแล้ว รองเท้ายังไม่ทันถอดเลย…เหนื่อย-เมื่อย-เพลีย-ไว้พรุ่งนี้ก็ได้…สารพัดจะอ้าง…ไม่เคยยอมรับว่าตนเองขี้เกียจ…ไม่เคยยอมรับว่าตนเอง “ไม่รักตนเอง”…นี่แค่ทางกาย !

ทางใจ - มีน้อยคนนักที่จะรู้วิธี “ออกกำลังใจ” หรือ “ทำความสะอาดใจ” อย่างถูกต้อง…และแม้แต่คนที่รู้ก็มักจะพูดว่า…เหนื่อย-เมื่อย-เพลีย-ไว้พรุ่งนี้ก็ได้…ประมาท…ประมาท…ประมาท…อย่าว่าแต่วันถัดไปเลย…แม้แต่วินาทีถัดไปก็ไม่ควรจะผัดผ่อน…เพราะความไม่สะอาด (ทางใจ) และความไม่แข็งแรง (ทางใจ) มันสะสมเข้ามา มันเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดทุกวินาที ทุกขณะ ทุกปัจจุบัน…นี่คือการ “ไม่รักตนเอง” ทางใจ !

ตนเองรักคนอื่น…ฟังดูเหมือนๆ จะยิ่งใหญ่ หรือดูคล้ายๆ จะเสียสละ…แต่ - แน่รึ…คุณรักคนอื่นโดยที่ยังมีคำว่า “เรารักกัน” อยู่รึเปล่า…ถ้ามี ก็แปลว่ายังรอ “เธอรักฉัน” อยู่…ไม่ใช่มีแค่ “ฉันรักเธอ”…เพราะ [เรารักกัน] = [ฉันรักเธอ]+[เธอรักฉัน]…ฉะนั้น ที่ว่า “ตนเองรักคนอื่น” บางทีอาจเป็นแค่ “ตนเองรอรักจากคนอื่น” อยู่ก็ได้…แต่ไม่รู้ตัว…รักที่ยิ่งใหญ่ หรือรักที่เสียสละ หรือรักแท้ที่แท้จริง คือการรักโดยที่ไม่ต้องรอการรักตอบ…รักที่อยากรัก…ไม่ใช่รักที่อยากถูกรัก…เป็นการรักโดยที่ไม่สนใจ ไม่คาดหวัง…ว่าคนที่เรารักจะรักเราตอบ หรือไม่+เมื่อไหร่+แค่ไหน+อย่างไร…เช่น…
  พ่อแม่รักลูก…พ่อแม่ไม่เคยสนใจว่าลูกจะรักตอบหรือไม่
  ในหลวงรักประชาชน…โดยไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพสกนิกรของพระองค์เลย
  พระพุทธเจ้ารักพระเทวทัต…รักเท่าๆ กับที่พระองค์รักพระราหุล…พระองค์ไม่เคยสนพระทัยว่าพระเทวทัต จะรักตอบหรือไม่…ยังรัก แม้จะถูกทำร้ายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
แต่ ความรักระดับนี้…ต้องใช้เวลาสร้างกันหลายอสงไขย หลายแสนกัป…ถ้ามันเข้าใจยาก ก็เก็บเอาไว้ก่อน…แค่รับรู้ไว้ก่อน…ค่อยๆ สั่งสมบารมีไปเรื่อยๆ…โดยเริ่มจากการรู้จักรักตนเองให้มากขึ้นๆ… แล้วก็จะรู้จักรักคนอื่น มากขึ้น ๆ ๆ…จนถึงที่สุดก็จะรักคนทั้งโลกได้…รักได้แม้กระทั่ง ศัตรู
“ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” เพราะรักนั้น ไม่ใช่รักแท้…รักแท้มีแต่สุข ไม่มีทุกข์เลย…เพราะเป็นรักที่อยากจะมีเมื่อไหร่ อยากจะมีเท่าไหร่ อยากจะมีที่ไหน ก็สร้างขึ้นเองทันใด ไม่ต้องมัวรอจากใคร…เมื่อไม่เคยคาดหวังก็ไม่ต้องผิดหวัง…ไม่เคยผิดหวังก็ไม่ต้องมีทุกข์…เมื่อไม่มีทุกข์ก็คือมีแต่สุข…มีสุขแต่ไม่ใช่แค่สมหวัง…เพราะไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เกินหวัง

ลองคิดดูว่า ถ้าทิศทั้ง ๖ :-
  • ทิศเบื้องหน้า :- มารดาบิดารัก (ทำหน้าที่ต่อ) ลูก โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
:- ลูกก็รัก (ทำหน้าที่ต่อ) มารดาบิดา โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
  • ทิศเบื้องขวา :- ครูบาอาจารย์รัก (ทำหน้าที่ต่อ) ศิษย์ โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
:- ศิษย์ก็รัก (ทำหน้าที่ต่อ) ครูบาอาจารย์ โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
  • ทิศเบื้องหลัง :- สามีรัก (ทำหน้าที่ต่อ) ภรรยา โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
:- ภรรยาก็รัก (ทำหน้าที่ต่อ) สามี โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
  • ทิศเบื้องซ้าย :- มิตรก็รัก (ทำหน้าที่ต่อ) ผู้เป็นมิตรกัน โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
  • ทิศเบื้องต่ำ :- เจ้านายรัก (ทำหน้าที่ต่อ) ลูกน้อง โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
:- ลูกน้องก็รัก (ทำหน้าที่ต่อ) เจ้านาย โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
  • ทิศเบื้องบน :- พระสงฆ์รัก (ทำหน้าที่ต่อ) ญาติโยม โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
:- ญาติโยมก็รัก (ทำหน้าที่ต่อ) พระสงฆ์ โดยไม่หวังสิ่ง (รักที่ผิดๆ) ตอบแทน
ถ้าทุกทิศทุกทาง ทุกหนทุกแห่ง มีแต่รักที่ถูกต้อง มีแต่การปฏิบัติหน้าที่ (รัก) ต่อกันอย่างถูกต้อง โลกนี้คงจะมีแต่ความสุข…แต่อย่ารอคนอื่นเลยเลย…มาทำตัวเราเองให้เป็นสุขก่อนดีกว่า…โดยการปฏิบัติหน้าที่ (ปฏิบัติธรรม) ของเราต่อผู้อื่นอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องหวังสิ่งตอบแทน…เพราะ…มันได้อยู่แล้ว ! ? !…
เราทำอะไรเอาไว้ เราก็จะได้อย่างนั้น…จะหวังหรือไม่หวัง มันก็ต้องได้อยู่แล้ว…นี่เป็นกฎตายตัว…กฎแห่งกรรม…ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว…ตัวใครตัวมัน…ถ้ารัก “ตัวเอง” จริง…คงรู้นะ…ว่าต้องทำยังไง
...............................
… ปล. นิยามความรัก : LOVE : แบบโลก ๆ …
L = Lake Of Tears … ทะเลสาบแห่งน้ำตา
O = Ocean Of Sorrow … มหาสมุทรแห่งความเสียใจ
V = Valley Of Death … หุบเหวแห่งความตาย
E = End Of Life … จุดจบแห่งชีวิต